เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บัญชีกลางแก้ 2 ปมใหญ่ ขจัดรับเหมาชุ่ย-ทุจริตเบิกค่ายา
Finance บัญชีกลางแก้ 2 ปมใหญ่ ขจัดรับเหมาชุ่ย-ทุจริตเบิกค่ายา
กพช. ไฟเขียว 7 มาตรการลดค่าไฟ คุมต้นทุน Data Center-แยกบิลไฟทาง
Economic กพช. ไฟเขียว 7 มาตรการลดค่าไฟ คุมต้นทุน Data Center-แยกบิลไฟทาง
“กระจูดวรรณี” ของดีเมืองพัทลุง สร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน
เศรษฐกิจภูมิภาค “กระจูดวรรณี” ของดีเมืองพัทลุง สร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน
ศาลรัฐธรรมนูญ โหวต ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ ประธานคนใหม่ แทน ‘นครินทร์’
Politics ศาลรัฐธรรมนูญ โหวต ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ ประธานคนใหม่ แทน ‘นครินทร์’
อัพเดตเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เสียชีวิตเพิ่มเป็น 32 ราย เจ็บ 73 ราย
News อัพเดตเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เสียชีวิตเพิ่มเป็น 32 ราย เจ็บ 73 ราย
กพช.ไฟเขียวแยกค่าไฟสาธารณะ พ้นบิล ปชช. เล็งเริ่มรอบ ส.ค.
Economic กพช.ไฟเขียวแยกค่าไฟสาธารณะ พ้นบิล ปชช. เล็งเริ่มรอบ ส.ค.
ROH ส่งหนังสือด่วน ยันซื้อคืน “รอยัล ออคิด เชอราตัน” 4.87 พันล้าน ชี้ปมเปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน
Business ROH ส่งหนังสือด่วน ยันซื้อคืน “รอยัล ออคิด เชอราตัน” 4.87 พันล้าน ชี้ปมเปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน
อมารีชู ‘Endless Memories’ ดันกลยุทธ์ Local Experience สร้างแต้มต่อธุรกิจโรงแรม
Business อมารีชู ‘Endless Memories’ ดันกลยุทธ์ Local Experience สร้างแต้มต่อธุรกิจโรงแรม
จับตา ‘Lark’ เจ้าของเดียวกับ TikTok เขย่าตลาดแพลตฟอร์ม AI Workspace 
Tech จับตา ‘Lark’ เจ้าของเดียวกับ TikTok เขย่าตลาดแพลตฟอร์ม AI Workspace 
แบตเตอรี่อีวี เปลี่ยนบ่อยแค่ไหน?
Automotive แบตเตอรี่อีวี เปลี่ยนบ่อยแค่ไหน?
ดูทั้งหมด

ต้นธารแห่งความยุติธรรม “วิชา” เทิดไท้องค์ราชัน ร.9-

05 ต.ค. 2560 | 07:00น.

สัมภาษณ์พิเศษ

 

ภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ สถาบันตุลาการ 1 ในอำนาจ 3 ฝ่าย เป็น “สายตรง”-ปฏิบัติภารกิจสนองพระเดชพระคุณตลอดรัชสมัยในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ” อดีตผู้พิพากษา-กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ครึ่งชีวิตของ “ศาสตราจารย์พิเศษวิชา” เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันตุลาการ

2 เหตุการณ์สำคัญ เป็น “จุดเปลี่ยนชีวิต” ของ “ศาสตราจารย์พิเศษวิชา” จากกระแสพระราชดำรัสและพระมหากรุณาธิคุณ จึงนำมาซึ่งการอุทิศชีวิตให้กับสถาบันตุลาการ-องค์กรอิสระ

บรรทัดต่อจากนี้ขอร่วมน้อมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สู่ฟ้าเสวยสวรรค์

Q : หัวใจของความยุติธรรมที่พระองค์พระราชทานแก่ผู้พิพากษาคือเรื่องอะไร

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรม หรือหลักกฎหมาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง เริ่มต้นตั้งแต่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์และมีพระปฐมบรมราชโองการ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

เรื่องความยุติธรรม พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับผู้พิพากษา คือ ผู้รักษาความยุติธรรม ไม่ใช่ความยุติธรรมในหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นผู้มีความรู้ มีเหตุมีผล รู้จักจิตใจคน ต้องแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน ไม่ใช่ตัดสินแล้วแล้วกัน

ผู้พิพากษาเป็นเจ้าของประเทศคนหนึ่ง ต้องมีความรู้รอบตัวในพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะการทำหน้าที่ผู้พิพากษา แต่นำสิ่งที่ได้เห็น ได้ยินมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ออกไปหาราษฎร ไม่อยู่บนบัลลังก์อย่างเดียว เท่ากับเป็นการลดงานในศาล ลดคดีต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นการป้องกันไว้ก่อน อย่าให้ชาวบ้านถูกโกง พระองค์ท่านตรัสว่า “งานด้านป้องกันจึงเป็นงานที่สำคัญมากและสามารถทำได้” ไม่ให้เสียรู้ตีนโรงตีนศาล

Q : พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของตุลาการอย่างไร

พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานประกาศนียบัตรให้แก่เนติบัณฑิตหลายรุ่น พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเปรียบเสมือนเป็นพระบรมราโชวาทให้กับนักกฎหมายตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เนติบัณฑิตคิดถึงประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่และอย่าไปคิดว่า กฎหมายสิ้นสุด หรือหยุดอยู่ที่ตัวบทกฎหมายเท่านั้น จะต้องมองไกลกว่าตัวบทกฎหมาย พระองค์ท่านตรัสว่า “ความยุติธรรมอยู่เหนือกฎหมาย” ตรงนี้เป็นที่จับใจของนักกฎหมายมาก เวลาจะเอากฎหมายไปใช้อย่าคำนึงถึงเพียงตัวบทกฎหมายที่มองเห็นเท่านั้น แต่จะต้องมองไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ ความยุติธรรม ความเป็นธรรมที่จะให้กับประชาชน

สำหรับผู้พิพากษาหรือตุลาการเริ่มมีการให้ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมา ภายหลังการเคลื่อนไหวปฏิวัติครั้งใหญ่ของนิสิตนักศึกษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนกระทั่งในสมัยรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2520 ขึ้นมา ว่า ตุลาการและผู้พิพากษาต้องเข้าไปถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสทุกครั้งตลอดมาที่มีพระชนม์ชีพ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาผู้พิพากษาทุกรุ่นจะต้องได้รับกระแสพระราชดำรัส

Q : อาจารย์สัญญารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ได้ถ่ายทอดพระราชประสงค์ของพระองค์ให้ผู้พิพากษาฟังอย่างไรบ้าง

อาจารย์สัญญาเวลาท่านอบรมจะมาถ่ายทอดเสมอว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสถึงผู้พิพากษาอย่างไร ท่านพูดถึงคดีความ พูดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างไร และตั้งเป็นถ้อยคำให้กับผู้พิพากษาเลยว่า ต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม

ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งอาจารย์สัญญามาสอนผู้พิพากษาพูดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า เป็นห่วงมากกับคดีความที่ผู้พิพากษาตัดสินคดี เพราะราษฎรเวลาตัดสินในชั้นศาลแล้วมักจะไม่จบ คือ มักทูลเกล้าฯถวายฎีกา ให้พระองค์ทรงรับรู้เสมอไม่ใช่ขอพระราชทานอภัยโทษอย่างเดียว แต่ว่าทุกเรื่อง สารพัดเรื่อง ซึ่งพระองค์ท่านจะเอาใจใส่มากในเรื่องที่เกี่ยวกับคดีความ โดยเฉพาะเรื่องการขออภัยโทษ เพราะการขอพระราชทานอภัยโทษเท่ากับต้องลดโทษ ปล่อยตัว โดยองคมนตรีที่มาจากผู้พิพากษาเป็นผู้ตรวจสำนวนอภัยโทษอย่างละเอียด

มีอยู่เรื่องหนึ่งพระองค์ท่านทรงตรัสว่า คดีนี้พระองค์ท่านพิจารณาแล้ว….ไม่ทรงทราบเลยว่า motivation หรือแรงจูงใจของจำเลยที่ได้กระทำความผิดคืออะไร ทำไมถึงได้กระทำความผิด…เพราะจำเลยรับสารภาพ ผู้พิพากษาจึงไม่ได้ซักถาม อาจารย์สัญญาจึงรับใส่เกล้าฯ มาบอกกับผู้พิพากษาว่า เมื่อผู้พิพากษาอยู่บนบัลลังก์ ให้ซักไซ้ไล่เรียง เพราะถ้าเป็นคดีที่มีโทษร้ายแรง โดยมากจะไปถึงพระเนตรพระกรรณ ขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะฉะนั้นอย่างสร้างความหนักพระราชหฤทัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต้องมีข้อมูลให้พระองค์ท่านใช้ดุลยพินิจเพื่อลดหย่อนผ่อนโทษ

Q : นำเรื่องความพอเพียงที่เปรียบเสมือนทางสายกลางมาใช้ในการตัดสินคดี

สามารถนำมาใช้กับทุกเรื่องเพื่อเตรียมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พระองค์ทรงตรัสว่า คำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและที่จะเกิดขึ้นต่อไป กล่าวคือ เงื่อนไขความรอบรู้ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จไม่ใช่ผลของคำตัดสินต่อคดีนี้เท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องต่อไป ผลกระทบของคดีต่อไปจะเป็นอย่างไร

Q : ประสบการณ์โดยตรงของอาจารย์ คือ เหตุการณ์วิกฤตตุลาการปี 34 ทำไมตัดสินใจถวายฎีกาพึ่งพระบารมี

พระองค์ท่านทรงใส่พระทัยในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะศาล เพราะผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งหรือออกจากราชการต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ต้องถึงในหลวงเสมอ ไม่มีทางว่าคุณจะเอาตุลาการออกจากตำแหน่งได้อย่างสบาย ๆ เพราะฉะนั้น ยังไงพระองค์ท่านก็เป็นที่พึ่ง ถ้ามีอะไรก็ต้องให้พระองค์ท่านรับทราบโดยพระเนตรพระกรรณ นอกจากนี้ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธย พระองค์ท่านจะเตือนว่า เวลาจะทำอะไรให้นึกถึงพระองค์ด้วย ทำให้ผู้พิพากษาทุกคนต้องมีความสำนึก

เรื่องการต่อสู้ในเหตุการณ์วิกฤตตุลาการเพื่อความเป็นธรรม การเคลื่อนไหวขณะนั้นทำให้กระทรวงไม่พอใจ มีการต่อต้าน ผู้พิพากษานำหนังสือไปยื่นร้องกับนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นการแทรกแซงการแต่งตั้งตุลาการของรัฐมนตรี โดยใช้เทคนิคถ่วงเวลา จนมีการตั้งกรรมการสอบตุลาการที่ออกมาเคลื่อนไหว เมื่อผลการสอบออกมาให้ไล่ออกจากราชการ เราบอกว่า เป็นการเคลื่อนไหวคัดค้านทางความคิด ไม่ใช่เคลื่อนไหวในทางมิชอบ เมื่อไตร่ตรองแล้วจึงกราบบังคมทูลทรงทราบเพื่อพระราชทานความกรุณา

Q : ขณะนั้นมองหาวิธีอื่นไม่ได้อีกแล้วนอกจากขอพึ่งพระบารมี

มีวิธีเดียว ไม่มีวิธีอื่น ต้องกราบบังคมทูลในหลวงเท่านั้นเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในที่สุดรัฐมนตรีมาบอกว่า ในหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้ตุลาการที่เคลื่อนไหวและถูกให้ออกจากราชการ ไม่ต้องออกจากราชการ เป็นที่สุดของที่สุดแล้ว ทางรัฐมนตรีได้ยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการ ถือเสมือนหนึ่งไม่มีคำสั่งนี้ต่อไป

Q : การถวายฎีกาเป็นที่พึ่งสุดท้าย

ใช่แน่นอน เพราะพระองค์ท่านเป็นที่พึ่ง เป็นต้นธารแห่งความยุติธรรม สุภาษิตอังกฤษโบราณ กล่าวไว้ว่า พระมหากษัตริย์คือต้นธารแห่งความยุติธรรม

Q : มีคุณูปการอื่นส่งมาถึงแวดวงตุลาการอย่างไรบ้าง

ตุลาการเห็นตรงกันว่า ศาลไม่ควรอยู่กับกระทรวงยุติธรรมและมีผลต่อมาในรัฐธรรมนูญปี’40 ให้ศาลเป็นอิสระ เป็นคุณูปการอย่างยิ่งที่ศาลเป็นอิสระจริง ๆ ไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดในการเคลื่อนไหวในครั้งนั้น

Q : ชีวิตราชการก่อนตัดสินใจขอพึ่งพระบารมีเหมือนทาง 2 แพร่ง

ก็มีคนมาชวนเยอะให้ออกไปทำอาชีพอิสระเถอะ สำนักงานกฎหมายใหญ่ ๆ มาเชิญแล้ว ผมก็สองจิตสองใจ ภรรยามีความทุกข์มาก ว่า เขาไม่เห็นความดีของเราแล้วเราจะไปทนทำทำไม ผมบอกว่า เหล็กดีต้องผ่านไฟเป็นการทดลองของสวรรค์หรือพระผู้เป็นเจ้าก็แล้วแต่ ให้รู้ว่าคุณทนได้ไหมกับอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง ถ้าทนได้ก็ผ่านไปได้

Q : พระราชดำรัสของในหลวงเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ให้ตุลาการร่วมกันปรึกษาปัญหาบ้านเมือง ปัญหานายกพระราชทานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ส่งผลอะไร

ผมสมัครเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้คะแนนเสียงเป็นที่หนึ่งของรายชื่อผู้พิพากษาที่ส่งมา แต่วุฒิสภาไม่เอาสักคนเดียว (หัวเราะ) ไม่เห็นด้วย

Q : เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอีก 1 เหตุการณ์

เป็นจุดเปลี่ยน…เมื่อรับฟังกระแสพระราชดำรัสแล้ว เกิดความฮึกเหิม ว่า อยากจะมาช่วยบ้านเมืองที่มากกว่าการเป็นตุลาการ มาเป็นผู้สร้างความยุติธรรมให้กับการเลือกตั้ง ให้กับระบบของบ้านเมือง อยากมาดูแลเรื่องการเลือกตั้งเพราะเป็นต้นทาง เพราะเกิดการทุจริตการเลือกตั้งเยอะมากตอนนั้น

เป้าหมายตอนนั้นต้องการไป กกต.แต่มันพลิกผันเป็น ป.ป.ช. ไม่ได้ต้องการเป็น ป.ป.ช. ต้องการเป็น กกต. เพราะสามารถทำให้การเลือกตั้งเกิดความบริสุทธิ์ ได้นักการเมืองที่ดีเข้ามา ได้คนดีปกครองบ้านเมือง แต่จุดพลิกผันที่จะมาองค์กรอิสระตอนนั้น คือ กระแสพระราชดำรัสในหลวง พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ต้องให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง แต่สุดท้ายมาเป็นมือปราบได้อย่างไรไม่รู้

Q : คณะตุลาการจึงเปรียบเสมือนเป็นข้อต่อระหว่างพระมหากษัตริย์ องคมนตรี

เชื่อมโยงกัน ชนิดที่เรียกว่า แยกกันไม่ออก เพราะพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจโดยตรงของอำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะผู้พิพากษาต้องตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ คำนี้มีความหมายมาก พูดง่าย ๆ ว่า เป็นสายตรงของพระมหากษัตริย์ ต้องอยู่ในพระเนตรพระกรรณตลอดเวลา ตัดสินคดีถูกต้องหรือไม่ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้หรือไม่