สมาคมนักวิเคราะห์ คาด Q4 หุ้นไทยทำจุดสูงสุด 1,709 จุด

สมาคมนักวิเคราะห์
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA)

สมาคมนักวิเคราะห์ คาดเปิดเมืองดันเศรษฐกิจไทยปี’65-66 ฟื้นตัว หนุนตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/65 ลุ้นทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,709 จุด แจกทริกลงทุนแบบกระจายพอร์ต แนะรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม

วันที่ 3 ตุลาคม 2565 นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 25 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในไตรมาส 4 ปี 2565 โดยสรุปรายละเอียดได้ดังนี้

สมมติฐานหลักมีการปรับลดราคาน้ำมันดิบของปีนี้จาก 102.36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 98.79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และทำให้ต้องลดคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ไทยปี 65 จากเดิมที่ 3.18% ลงมาเหลือที่ 3.09% ส่วนสมมติฐาน GDP ปี 66 นั้นยังมองเป็นบวกที่ 3.86%

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 65 ปัจจัยบวกคือ 1.ภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ผู้ตอบแบบสำรวจ 96% เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก รองลงมาผู้ตอบ 92% ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทย(บจ.) ปี65 และผลประกอบการ บจ.ปี 66 มีผู้ตอบ 80% ตามลำดับ

ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในขณะนี้จนถึงสิ้นปี 65 ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก ผู้ตอบทั้งหมดเทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลลบ รองลงมาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา (FED) และปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบเท่ากันที่ 92% ตามมาด้วยการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก มีผู้ตอบ 84% ตามลำดับ

ด้านการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในไตรมาส 4/65 มีนักวิเคราะห์ถึง 56% ที่คาดว่าจะปรับขึ้น 0.25% ส่วนที่เหลือนั้นมี 32% ที่มองว่าปรับขึ้น 0.50% ทั้งนี้มีเพียง 4% ที่มองว่าปรับขึ้น 1.00% หรือมากกว่า และมี 8% ที่มองว่าจะไม่มีการปรับในไตรมาส 4 ปีนี้

ด้านการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ปี 66 มีนักวิเคราะห์ถึง 36% ที่คาดว่าจะปรับขึ้น 0.50% ส่วนที่เหลือนั้นมี 24% ที่มองว่าปรับขึ้น 0.75% ผู้ตอบ 16% ที่มองว่าจะปรับขึ้น 1.00% และมี 12% ที่มองว่าปรับขึ้น 0.25% ตามลำดับ ทั้งนี้มีเพียง 4% ที่มองว่าคงที่

ส่วนทางด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 65 ของตลาดเฉลี่ยที่ 100.36 บาท เพิ่มขึ้นกว่าผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 94.47 บาทต่อหุ้น และครั้งนี้คาดการณ์ EPS Growth ของปี 65 อยู่ที่ 13.51%

สำหรับคาดการณ์จุดสูงสุดของ SET Index ช่วง ต.ค.-ธ.ค. 65 เฉลี่ยที่ระดับ 1,709 จุด ส่วนจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,585 จุด และเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 65 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,685 จุด ซึ่งเพิ่มขึ้น 39 จุดจากระดับคาดการณ์ไว้ครั้งก่อน อยู่ที่ 1,646 จุด

นักวิเคราะห์แนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น

Advertisement
  • เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 19.57%
  • กองทุนตราสารหนี้ 18.91%
  • หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 26.30%
  • หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 20.43%
  • กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 8.83%
  • ทองคำหรือกองทุนทองคำ 5.96%

สำหรับในส่วนของการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดธุรกิจค้าปลีก, ธนาคาร, การท่องเที่ยว ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจปิโตรเคมี, พลังงานและสาธารณูปโภค รวมไปถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำ โดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้ (เรียงชื่อตามอักษรย่อ)

1.ADVANC ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้สื่อสารเพิ่มในช่วงเลือกตั้งหาเสียง ระยะกลางได้แรงหนุนจากการควบรวม 3BB, BJC

2.AOT มุมมองในระยะสั้น จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังไทยยกเลิกระบบ Thailand Pass ตั้งแต่ 1 ก .ค. 65 หนุนให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ราว 1.4 ล้านคน ในเดือน ส.ค. (45% เทียบกับช่วง Pre COVID-19) ส่งผลให้ผลประกอบการ 4Q64/65 ของ AOT มีผลขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ QoQ และคาดมีโอกาสกลับมาทำกำไรปกติได้ใน 1-2 ไตรมาสข้างหน้า

3.BBL มองเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่ที่ได้เปรียบจากการที่ กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 2 ในปีนี้ที่ระดับ 0.25% มาอยู่ที่ 1%

4.KBANK ปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น นอกจากนี้การทำธุรกิจร่วมทุน JK AMC ทำให้ KBANK มี Balance Sheet ที่แข็งแกร่งมากขึ้น

ท้ายที่สุดนักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่กล่าวถึงนโยบายที่เพิ่มกำลังซื้อแก่ประชาชน เพื่อกระตุ้นการบริโภค ได้แก่ ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก, ลดภาษีบุคคลธรรมดา

ตามมาด้วยการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ สนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, ช่วยสภาพคล่องรักษาการจ้างงาน SME รวมถึงสนับสนุนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และข้อแนะนำสุดท้ายเสนอเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม