หุ้นไทยลุ้น Q4 ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า หนุนดัชนีแตะ 1,730 จุด ทำนิวไฮ

เช็กกระแสหุ้น

บล.เอเซีย พลัส มองหุ้นไทยไตรมาส 4 โตต่อเนื่องสวนกระแส ลุ้นดัชนีพุ่งแตะ 1,730 จุด เป็นนิวไฮ  จากทิศทางเศรษฐกิจฟื้นตัว ค่าเงินบาทมีทิศทางชะลอการอ่อนค่าประกอบราคาหุ้นที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจ เป็นปัจจัยหนุนฟันด์โฟลส์ไหลเข้า พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้น Domestic 

วันที่ 6 ตุลาคม 2565 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4 ที่เชื่อว่าได้ผ่านจุดที่ถูกแรงกดดันสูงสุดจากปัจจัยภายนอกแล้ว ทั้งในเรื่องของสงคราม รัสเซีย-ยูเครน โดยตลาดได้ตอบรับข่าวนี้มานานกว่า 7 เดือน ซึ่งหากไม่ได้เกิดการบานปลายคาดผลกระทบมายังตลาดหุ้นจะไม่มากแล้ว

ในส่วนอัตราเงินเฟ้อหลาย ๆ ประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดหลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปรับลงใกล้เคียงกับช่วงต้นปี ทำให้แรงกดดันต่อการใช้นโยบายการเงินแบบเชิงรุกของธนาคารกลางต่าง ๆ เริ่มลดลง ส่วนการดำเนินนโยบายทางการเงินเชิงรุกเชื่อว่าเข้าสู่ในช่วงท้าย โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่คาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1% และปีหน้าอีก 0.25% ก่อนที่จะลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566

ขณะที่เรื่องของทิศทางเศรษฐกิจหลายประเทศที่ชะลอลง โดยสหรัฐเกิดภาวะ Technical Recession ไปแล้ว, รวมถึงเศรษฐกิจ อังกฤษ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ชะลอลงหลัง GDP ไตรมาส 2 ติดลบ อย่างไรก็ตามการทยอยปรับลดคาดการณ์ของสำนักเศรษฐกิจต่าง ๆ สะท้อนถึงการรับรู้ของตลาดไปในระดับหนึ่ง

ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่ยังอยู่ในโหมดฟื้นตัวตามหลังการเปิดประเทศที่ได้แรงหนุนจากภาคการบริโภคในประเทศ การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนมากกว่าการเยียวยาหลังผ่านช่วง COVID-19 ขณะที่ในมุมกำไรบริษัทจดทะเบียนบ้านเราที่ขยายตัวได้ดี โดยฝ่ายวิจัยประเมิน EPS65F ที่ 96.1 บาท/หุ้น เติบโต 12% YOY และ EPS66F ที่ 101.1 บาท/หุ้น เติบโต 5% YOY

ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแต่ยังดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 1.25% เทียบกับสหรัฐ 4.25% ในส่วนของ GDP ของไทยปีนี้ประเมินไว้ที่ 3.2% และปีหน้าคาดว่า GDP ไทยจะปรับขึ้นอยู่ที่ 3.8% ตามทิศทางเศรษฐกิจทียังมีแนวโน้มฟื้นตัว

ด้านทิศทางค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 4 เชื่อว่าจะชะลอการอ่อนค่าโดยมองกรอบค่าเงินบาทจนถึงสิ้นปีในที่ 38-38.50 บาทต่อดอลลาร์ จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงตามราคาพลังงานที่ปรับลงซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของการขาดดุลการค้า เช่นเดียวกับดุลบริการที่จะดีขึ้นตามตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มเข้าสู่ High Season โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาตามเป้า 10 ล้านคนได้แน่นอน

ขณะที่ความเสี่ยง Fx Loss ลดลงจะเป็นปัจจัยดึงดูดเม็ดเงิน (Fund Flow) ไหลเข้าหนุน SET Index ในช่วงเดือนตุลาคม ปรับตัวขึ้นตลอดจนทั้งไตรมาส 4 โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,544-1,580 จุด เป็นจุดทยอยรับ และจากช่วงนี้ถึงสิ้นปีดัชนีอาจทำนิวไฮที่ 1,730 จุด ซึ่งก็เป้าหมายดัชนี ณ สิ้นปีไว้ที่ประเมินเอาไว้ หรือคิดเป็นระดับ Market Earning Yield Gap ที่ 4.3% มากกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 4.2%

โดยกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 4 แนะนำหุ้น Domestic ที่อิงไปกับการฟื้นตัวภายในประเทศ และหลีกเลี่ยงความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ได้แก่

  • BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ การเปิดประเทศ หนุนความต้องการการใช้สินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ สะท้อนผ่านสินเชื่อสุทธิ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 65 ที่เพิ่มขึ้น 4.1% MOM ซึ่งมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาส 4
  • ASK หรือ บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าสิ้นเชื่อสุทธิปี 2565-2566 จะเติบโต 20% ต่อปี จากแนวโน้มความต้องการใช้รถบรรทุกที่เติบโตต่อเนื่องตามการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และจะได้รัผลกระทบจำกัดจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น
  • HMPRO หรือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรสุทธิในงวดไตรมาส 3 จะเติบโตได้แรงถึง 69.3% YOY และภาพแนวโน้มกำไรทั้งปี 2565 ยังคงเติบโตได้ดีถึง 18.2% YOY อยู่ที่ 6.4 พันล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นอีก 12.1% เป็น 7.2 พันล้านบาทในปี 2566
  • ADVANC หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยระยะสั้นการดำเนินงาปกติในงวดไตรมาส 3 มีแนวโน้มชะลอทั้ง QOQ และ YOY แต่คาดจะเห็นการฟื้นตัวในไตรมาส 4 เป็นต้นไป คาดกำไรปี 2565-2566 ยังจูงใจที่ 3.9%
  • BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แนวโน้มผลประกอบการคาดเห็นการฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี โดยได้แรงหนุนจากการเปิดประเทศเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวการกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศและการที่โรงเรียนกลับมาเปิดเทอม หนุนการเดินทางในประเทศกลับสู่ภาวะปกติ
  • GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ทิศทางกำไรไตรมาส 3 ทรงตัว ขณะที่ภาพใหญ่ทั้งปี’65 คาดกำไรปกติเดิบโต 86.5% YOY มาอยู่ราว 1.4 หมื่นล้านบาท หลังจากทยอยรับรู้โครงการโรงไฟฟ้า IPP รวม 927.5 MWE ในปี’64 ได้เต็มที่
  • CENTEL หรือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) คาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 3/65 เติบโต QOQ และต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/66 จากการเข้าสู่ high season ของโรงแรมไทยและมัลดีฟส์

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

Advertisement