“ทริกเกอร์ฟันด์” (trigger fund) เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความพิเศษตรงที่มีการกำหนดเงื่อนไขเป้าหมาย โดยมีกรอบระยะเวลา หากทำผลงานได้ตามเป้าหมาย ก็จะ “ทริกเกอร์” หรือยกเลิกกองไป แล้วคืนเงินให้ผู้ลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งก็มีทั้งทริกเกอร์ฟันด์ที่อ้างอิงกับตราสาร อย่างหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศ และทริกเกอร์ฟันด์ที่อ้างอิงกับดัชนีรายกลุ่ม
สำหรับในปี 2565 นี้ “ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ทริกเกอร์ฟันด์ที่เปิดในปีนี้มี 17 กองทุน ในจำนวนนี้มีกองทุนที่ปิดตามเงื่อนไขแล้ว 1 กองทุน คือ TISCO Thai Equity Trigger 5M 6 ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ซึ่งเป็นการลงทุนในประเทศไทย เปิดขายในช่วงกลางไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ดังนั้น จึงเหลือกองทุนที่ยังไม่ปิดตามเงื่อนไข 16 กองทุน คงเหลือมูลค่าทริกเกอร์ฟันด์ที่เปิดเฉพาะปีนี้ราว 4,900 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 26 ก.ย. 2565)
อย่างไรก็ดี ยังมีกองทุนที่เปิดขายในช่วงปี 2563-2564 ที่ยังไม่ปิดกองทุนตามเงื่อนไขอีก 26 กองทุนด้วยกัน คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 1.5 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมทั้งหมดปัจจุบันก็จะมีทริกเกอร์ฟันด์ที่ยังไม่ปิดตามเงื่อนไข 42 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2 หมื่นล้านบาท
“ปีนี้การเปิดทริกเกอร์ฟันด์ที่ลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างชะลอลง ต่างกับในปี 2564 ที่มีการเปิดกองทุนประเภทนี้กันค่อนข้างคึกคัก ซึ่งเป็นผลจากในปีนี้การลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นมีทิศทางเป็นขาลง ประกอบกับมีกองทุนที่ยังไม่เข้าเงื่อนไขปิดกองทุนจากปีที่แล้ว ในขณะที่หุ้นไทย แม้จะยังผันผวน แต่ก็มีการฟื้นตัวขึ้นมาได้ในบางช่วง จึงทำให้มีการจับจังหวะการลงทุนในช่วงตลาดปรับขึ้น-ลงได้” ชญานีกล่าว
ขณะที่ “ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” นักกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า กองทุนประเภททริกเกอร์ฟันด์ โดยปกติมักจะเปิดขายในช่วงที่คาดว่าตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนจะมีการปรับตัวขึ้น หรือเรียกว่าเป็นการจับจังหวะในการลงทุน ซึ่งกองทุนเองก็ค่อนข้างมีความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องคำนึง คือกองทุนมีโอกาสที่จะทำผลตอบแทนได้ไม่เป็นไปตามเป้า
โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นซบเซา อย่างในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าด้วยภาพตลาดที่มีความผันผวนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นว่ากองทุนทริกเกอร์ฟันด์หลายกองทุนไม่สามารถปิดได้ตามเป้าที่ตั้งไว้
อย่างไรก็ดี ในปีนี้จะเห็นว่ายังมีกองทริกเกอร์ฟันด์ทยอยออกมาเสนอขาย แต่แนวโน้มชะลอตัวลง เป็นผลจากตลาดการลงทุนที่มีความผันผวนมากในปีนี้ และมีความเสี่ยงหลายปัจจัยที่เกิดขึ้น และยังคงเป็นปัจจัยที่น่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน นโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่สร้างความกดดันให้ตลาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกก็ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยตามไป
“ดร.จิติพล” กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ มองว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าหากตลาดหุ้นไทยสามารถผ่านพ้นความกังวลในปีนี้ไปได้ ก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้ในปีหน้า โดยปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยจะเป็นปัจจัยจากภายนอก ซึ่งถ้ามองภายในประเทศ สถานการณ์หลาย ๆ อย่างดีขึ้น แต่จะยังคงถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่วนในต่างประเทศ มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและธนาคารกลางต่าง ๆ น่าจะผ่านจุดสูงสุด (พีก) แล้ว ตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงท้ายของเรื่องราวความกังวลเหล่านี้แล้ว
“คาดว่าหลังจากนี้ไปจนถึงปีหน้าคงจะเริ่มเห็นความชัดเจนและความคลี่คลายในหลาย ๆ เรื่อง และเมื่อความกังวลต่าง ๆ เบาบางลง ตลาดหุ้นจะกลับมาฟื้นตัว ซึ่งก็น่าจะได้เห็นแนวโน้มตลาดที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างชัดเจนในปีหน้า” ดร.จิติพลกล่าว
การลงทุนทริกเกอร์ฟันด์ มีเงื่อนไขถือครองตามระยะเวลาที่กำหนด นักลงทุนจึงควรคำนึงถึงสภาพคล่องก่อนการลงทุนเป็นสำคัญ เพราะหากตลาดปรับตัวลงต่อเนื่อง อาจทำให้มีผลขาดทุนจำนวนมาก