เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ ไขคำตอบ ตลาดหุ้นเวียดนามถล่ม “วิกฤตหรือโอกาส” ?

15 ต.ค. 2565 | 12:07น.
ดร.นิเวศน์ หุ้น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูนักลงทุนวีไอ ไขคำตอบดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามซึ่งเคยเป็น “ดารา” ให้ผลตอบแทนสูงแทบจะที่สุดในโลกเมื่อปีที่แล้ว กลับตกลงถล่มทลาย และเป็น “วิกฤตหรือโอกาส” ?

วันที่ 15 ตุลาคม 2565 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า ในช่วงที่โลกกำลังประสบกับปัญหาสารพัดซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นโดยเฉพาะของอเมริกาและประเทศสำคัญทั้งหลายถดถอยและลดต่ำลงจนกลายเป็น “วิกฤต” นั้น

ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามซึ่งเคยเป็น “ดารา” และให้ผลตอบแทนสูงแทบจะที่สุดในโลกถึงสิ้นปีที่แล้วก็ตกลงมาแบบ “ถล่มทลาย” เช่นเดียวกัน  โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และถ้านับจากต้นปีถึงช่วง 3-4 วันนี้ ดัชนีได้ตกลงมาจากประมาณ 1,500 จุด เหลือเพียง 1,000 จุด หรือลดลงประมาณ 33% แล้ว

ทั้ง ๆ ที่เวียดนามไม่ได้มีปัญหาอะไรใหญ่โต  เศรษฐกิจเวียดนามเองไม่ได้ถดถอย ว่าที่จริงเศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโต “เป็นบ้า”  ไตรมาส 3 ของปีนี้ที่เพิ่งประกาศตัวเลขนั้น GDP โตถึง 13.7% รวม 3 ไตรมาสก็โตถึง 8.8% สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2011

สิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามตกลงมาเป็นวิกฤตนั้น นอกจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่มาจากต่างประเทศแล้ว เหตุผลที่อาจจะสำคัญกว่าก็คือ การที่ทางการเวียดนามจับนักลงทุนและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน รวมถึงผู้ควบคุมกฎเช่น ผู้บริหารของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ ที่มีการฉ้อฉลและทำผิดกฏของการออกและซื้อขายหลักทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธบัตรและการปั่นหุ้นในหลาย ๆ กรณีในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

นั่นทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นซึ่ง 90% เป็นนักลงทุนส่วนบุคคลหรือรายย่อยที่เข้ามาเล่นแบบเก็งกำไรตกใจเทขายหุ้นทำให้หุ้นตกหนักและส่งผลให้นักลงทุนที่ใช้มาร์จิ้น ซึ่งมีจำนวนมากต้องขายหุ้นตามเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟอร์ซเซล ผลก็คือตลาดหุ้นถล่ม

และทุกครั้งที่ตลาดเกิด “วิกฤต” สิ่งที่นักลงทุนจะต้องวิเคราะห์ก็คือ มันเป็น “ภัยคุกคาม” ที่จะต้องหนีหรือขายหุ้นทิ้ง หรือเป็น “โอกาส” ที่จะเข้าไปช้อนซื้อหุ้นที่ตกลงมามากมายทั้ง ๆ  ที่มันไม่ได้มีปัญหาหรือถูกกระทบอะไรมาก และเมื่อสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ผ่านไป ราคาหุ้นก็จะปรับตัวกลับขึ้นมาเท่าเดิมและโตต่อไปอีกยาวนานโดยเฉพาะถ้ามันเป็นหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก”

คำตอบของผมชัดเจนว่า นี่เป็นโอกาสที่น่าจะหาได้ยากตั้งแต่นักลงทุนไทยเริ่มสนใจและเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในรอบหลายปีที่ผ่านมา ลองมาดูเหตุผลกัน

Advertisement

ข้อแรก พื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวียดนามนั้นแข็งแกร่งและจะไม่ถดถอยลงเหมือนประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศที่ “โตเร็ว” อื่น ๆ แม้ว่าเวียดนามจะมีการส่งออกสินค้าสูงมากและปริมาณมากที่สุดไปยังตลาดสหรัฐที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยลง เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงเพื่อปราบเงินเฟ้อที่รุนแรง แต่การส่งออกของเวียดนามก็ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอานิสงส์จากความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น

และสงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีนก็ช่วยสนับสนุนให้เวียดนามค้าขายได้มากขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือเวียดนามได้เปรียบดุลการค้าประมาณ 6.5 พันล้านเหรียญ ในช่วง 9 เดือนปี 2022 นี้ และก็น่าจะยังเป็นบวกต่อ ๆ ไปในปีนี้และปีหน้า

ที่สำคัญมากยิ่งกว่าการส่งออกก็คือ  การเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศที่โตขึ้นแบบก้าวกระโดดอานิสงส์จากการเปิดเมืองหลังโควิด  ซึ่งแทบทุกเซ็กเตอร์รวมถึงภาคบริการ เช่น ในเรื่องของอาหารและการค้าปลีกเติบโตเกิน 20% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับ “ต่ำ” ที่ 2.7% ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา

ผมได้คุยกับกลุ่มนักลงทุน VI ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปทัวร์เวียดนามและพบปะผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง สิ่งที่พวกเขาพบก็คือบรรยากาศที่เวียดนามคึกคักมาก ภัตตาคารและสถานบริการกลางคืน เช่น บาร์ทุกแห่งเต็มหมด  ต้องจองล่วงหน้าถึงจะเข้าไปใช้บริการได้ ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถและผู้คนที่คนส่วนใหญ่ถึง 90% เลิกสวมหน้ากากกันโควิดแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงห้างร้านหรือช็อปปิ้งมอลที่คึกคักกลับสู่ภาวะปกติแล้ว ในขณะที่สนามบินในส่วนของการบินภายในประเทศนั้น ขณะนี้แน่นกว่าช่วงก่อนโควิดไปแล้ว ทั้งหมดนั้นทำให้การคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าโต 6.5% และ 6.7% ตามลำดับ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมคิดว่าการเข้าไปลงทุนในช่วงนี้น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะไม่เกิน 2-3 ปีขึ้นไปก็คือการที่ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยในขณะนี้  “ถูกมาก” ค่า PE ของตลาดน่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10-12 เท่า และนั่นรวมถึงค่า PE ของ “ETF Diamond” กองทุนหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่ประกอบด้วยหุ้นที่มี Foreign Premium ประมาณ 20 ตัว ที่มีค่า PE ประมาณ 10 เท่า เท่านั้น

การคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงสัก 1 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจจะเป็นตัวถ่วงไม่ให้หุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้าได้นั้นก็ดูไม่น่าห่วง เพราะบริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนว่าจะโตเป็นเลขสองหลัก ดังนั้นก็ไม่น่ากลัวว่าค่า PE ที่ต่ำในวันนี้จะสูงขึ้นในวันข้างหน้าเพราะกำไรของบริษัทลดลง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดสำหรับหุ้นเวียดนามหลังจากนี้ดูเหมือนจะอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่มีการปรับขึ้นทีเดียวถึง 1% จาก 4% เป็น 5%  และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คืออัตราดอกเบี้ยทั่ว ๆ ไปที่รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมีการปรับตัวขึ้นไปสูงมาก  ขนาดที่บางแห่งให้ดอกเบี้ยปีละ 7-8% ซึ่งทำให้น่าสนใจมากที่จะฝากเงินแทนที่จะไปลงทุนอย่างอื่น รวมถึงการลงทุนในตลาดหุ้น และถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงนี้ดำรงอยู่นานมากอย่างที่เคยเป็นในอดีตของเวียดนาม  นี่อาจจะทำให้การลงทุนในหุ้นน่าสนใจน้อยลงและหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นไปสูงต่อเนื่องยาวนานยากขึ้น

สถานการณ์ทั้งหมดซึ่งรวมถึงการจับการปั่นหุ้นและการฉ้อฉลในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์และสถานการณ์ในตลาดหุ้นไทยย้อนหลังไปก่อนปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง  หรือเป็นช่วงประมาณ 22 ปีแรกของตลาดหุ้นไทยเหมือนกับช่วง 22 ปีของเวียดนามวันนี้

เพราะมันมีความละม้ายคล้ายกันมากในแง่ที่ว่า  ตลาดหุ้นยังไม่ “Mature” หรือยังไม่พัฒนาพอ   การควบคุมมีความหละหลวม และเมื่อตลาดหุ้นบูมก็จะมีการปั่นหุ้นและการฉ้อฉล และเมื่อถึงจุดหนึ่งโดยเฉพาะเมื่อหุ้นตกลงมาแรงก็จะมีการจับกุมคนทำผิด หรือบางทีก็เพราะมีการจับคนทำผิด หุ้นก็เลยตกลงมาแรง

ในด้านของนักลงทุนเองนั้น ก็แทบจะมีแต่นักเล่นหุ้นรายย่อยเก็งกำไรที่พร้อมจะเข้าและออกทันทีที่ได้ยิน “เสียงนกหวีด” ดังขึ้นและมีคนร้องตะโกนว่า  “ไฟไหม้”  แค่เห็นควันดำปลิวเข้ามาทางประตูหรือหน้าต่าง  ในขณะที่มีนักลงทุนต่างประเทศและสถาบันเพียงน้อยนิดที่ไม่มีกำลังอะไรที่จะต้านกระแสหรือพลังของนักลงทุนจำนวนมหาศาลไม่ว่าจะทางดีหรือทางร้าย

ในด้านของเศรษฐกิจมหภาคเองนั้น  ประเทศไทยยุคนั้นก็มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากไม่แพ้อัตราของเวียดนามในวันนี้ ซึ่งก็ทำให้การฝากเงินในธนาคารเป็นการลงทุนที่ไม่เลวหรืออาจจะเรียกว่าดีเลยแหละ เพราะได้ผลตอบแทนปีละเป็น 10% โดยที่ “ไม่มีความเสี่ยง” เพราะรัฐบาล “ค้ำประกันเงินฝาก” ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเวียดนามออกมาบอกว่าจะค้ำประกันเงินฝากให้ประชาชนที่แห่ไปถอนเงินจากแบงก์ที่กำลังมีปัญหาผู้บริหารถูกจับเพื่อป้องกัน “Bank Run” หรือธนาคารล้มเพราะไม่มีเงินพอให้ถอน