บลจ.จับเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น แห่เปิด “กองตราสารหนี้” ดูดเงินลงทุน

ดารบุษป์ ปภาพจน์-ชยนนท์ รักกาญจนันท์-ชญานี จึงมานนท์

แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ผู้จัดการกองทุนมีการเปิดขายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศประเภทเทอมฟันด์ กันหนาตามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

โดย “ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หากดูในภาพรวมทุกประเภทกองทุนจะมีกองทุนกลุ่มตราสารหนี้ต่างประเทศประเภทเทอมฟันด์ที่มีการเปิดใหม่ราว 190 กอง ซึ่งเป็นการเปิดเพื่อรองรับเงินลงทุนจากกองทุนอื่น ๆ ที่ครบกำหนดอายุ

โดยเฉพาะในปี 2565 ที่ผ่านมา มีกองทุนประเภทดังกล่าวเปิดใหม่รวม 79 กองทุน ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีเป็นเงินไหลเข้ากองทุนสุทธิกว่า 1.5 แสนล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินขึ้นมาอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท จากระดับแค่ 2 หมื่นล้านบาทในปี 2564

ขณะที่กองทุนตราสารทุนต่างประเทศยังคงเป็นที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา โดยรอบปี 2565 มีเงินไหลเข้ากองทุนตราสารทุนต่างประเทศสุทธิสะสมเกือบ 2 หมื่นล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิเกือบ 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 13.6% จากสิ้นปี 2564 และคิดเป็นสัดส่วน 37% ของตลาด

ซึ่งในกลุ่มกองทุนตราสารทุน กลุ่มที่เปิดใหม่มากที่สุด คือ กองทุนกลุ่มหุ้นทั่วโลก (global equity) ที่เปิดใหม่ราว 50-60 กองทุนต่อปี นับตั้งแต่ปี 2563 โดยกลุ่มหุ้นทั่วโลก มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิหดตัวลงเล็กน้อย รวมทั้งปีเป็นมูลค่า 2,700 ล้านบาท หรือมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากกลุ่มกองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่ (equity large-cap)

“ระยะข้างหน้า จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ยังมีการปรับขึ้นและจะคงอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง เป็นส่วนให้ผู้ลงทุนยังสนใจกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศประเภทเทอมฟันด์ ขณะที่กองทุนตราสารทุนปัจจุบันมีรูปแบบค่อนข้างหลากหลาย ประกอบกับมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ จึงอาจมีการออกกองทุนไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า”

“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า จากกองทุนประเภทตราสารหนี้ที่เปิดใหม่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยที่กลับมาเป็นขาขึ้นจากเงินเฟ้อของทางฝั่งสหรัฐ และลากยาวมาที่ฝั่งเอเชีย ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาด รวมถึงพวกหุ้นกู้เอกชนก็ทยอยปรับตัวตามขึ้นมา

นอกจากนี้ก็มีนักลงทุนบางส่วนที่เข็ด หรือขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหุ้น ก็นำเงินเข้ามาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ประเภท 3-6 เดือนมากขึ้น เพราะว่านักลงทุนส่วนหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้น คงจะไม่เกิดขึ้นและจบภายใน 1-2 เดือน คงลากยาวมากกว่านั้น ดังนั้นนักลงทุนจึงเอาเงินเข้าไปลงทุนอยู่ในตลาดเทอมฟันด์ค่อนข้างมาก

ซึ่งจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ยังเป็นขาขึ้นอยู่ในปีนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ส่วนใหญ่ก็น่าจะมีโอกาสออกกองทุนตราสารหนี้อยู่ เพราะเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในปีนี้ ดังนั้นแม้ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นจะเห็นการปรับตัวขึ้นมา แต่ว่านักลงทุนก็ยังคงกังวล เพราะฉะนั้น ตอนนี้ที่หุ้นปรับตัวขึ้นก็จะมีนักลงทุนขายลดพอร์ตและนำเงินเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า 3-4% ขึ้นไป

“ปีนี้ตลาดหุ้นยังคงมีปัจจัยกดดันอยู่ ขณะที่ตราสารหนี้น่าจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง และกองทุนตราสารหนี้น่าจะมีโอกาสทยอยเปิดใหม่ และคาดว่าปีนี้จะเป็นปีที่โฟลว์ของตราสารหนี้ รวมถึงหุ้นกู้เอกชนน่าจะยังเป็นบวกอยู่”

ขณะที่ “ดารบุษป์ ปภาพจน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปีนี้ยังมองการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกน่าสนใจ ซึ่งถ้าดูจากอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากตราสารหนี้ทั่วโลกอยู่ในระดับที่ลงทุนได้ในปัจจุบัน ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 5% ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนที่ปกติก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ที่จะได้รับจากหุ้นกู้ที่ด้อยคุณภาพกว่ามาก หรือเป็นหุ้นกู้ในประเทศตลาดเกิดใหม่

“อย่างไรก็ตาม คำถามสำหรับปีนี้คือ ดอกเบี้ยจะขึ้นอีกเยอะแค่ไหน ซึ่งหลาย ๆ คนคิดว่าดอกเบี้ยก็ไม่น่าขึ้นไปได้อีกเยอะแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง โดยจะเห็นว่าดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างที่จะรับข่าวเรื่องของเงินเฟ้อไปมากพอสมควร ดังนั้นการลงทุนตราสารหนี้ปัจจุบันถือว่าน่าสนใจมาก เพราะลงทุนแล้วได้ดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง และคุณภาพที่ดีกว่าในอดีต”

ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เสนอขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์มุ่งรักษาเงินต้น 3 เดือน 2 (SCBCP3M2) อายุโครงการประมาณ 3 เดือน เงินลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท ประมาณการผลตอบแทน 1.10% ต่อปี โดยเสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไป ระหว่างวันที่ 7-13 ก.พ. 2566

รวมถึงก่อนหน้านี้ ไทยพาณิชย์ก็ได้เปิดขายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ประเภทกำหนดอายุโครงการ (เทอมฟันด์) ดิจิทัล ภายใต้ชื่อ กองทุนเปิด SCB Easy 6M1 ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (SCBEZ6M1) โดยเปิดจำหน่ายผ่านเฉพาะช่องทางแอปพลิเคชั่น SCB EASY เพียงช่องทางเดียว อายุโครงการ 6 เดือน ระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-13 ก.พ. 2566 เงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท


ด้วยแนวโน้นดอกเบี้ยที่ยังเป็นขาขึ้น กองทุนตราสารหนี้ นับว่าเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจเลยทีเดียว