บล.ทิสโก้ ชี้ตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค. อึมครึม ชู 7 หุ้นเด่นคุณภาพดี-กำไรงาม

บล.ทิสโก้

บล.ทิสโก้ ชี้บรรยากาศตลาดหุ้นไทยเดือนพฤษภาคมยังคงอึมครึม รอผลประชุม FED-กำไร บจ. และเลือกตั้ง แนะนำลงทุน 7 หุ้นเด่นเชิงคุณภาพดีและกำไรโดดเด่น

วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ มีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25 bps สู่ระดับ 5.00-5.25% แต่สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในการประชุมครั้งนี้ คือ FED จะส่งสัญญาณการหยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

ทาง บล.ทิสโก้เชื่อว่า FED จะสงวนท่าทีไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าแนวโน้มดอกเบี้ยจะหยุดขึ้นแล้ว เพื่อรอพัฒนาการข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐให้แน่ชัดก่อน โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและตัวเลขตลาดแรงงาน รวมทั้งยอดการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารหลังเกิดปัญหาแบงก์ล้มในสหรัฐเพราะฉะนั้น ความชัดเจนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยอาจต้องรอจนถึงการประชุมครั้งถัดไปในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งจะมีการเปิดเผย “Dot Plot” ใหม่

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล
อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล

ล่าสุด ถึงแม้ Composite PMI ของสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนเมษายน จะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครึ่งปีหลัง แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความหนืดของเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวลงได้ช้าและทำให้นักลงทุนคาดการณ์ได้ยากขึ้นต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามที่ตลาดประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ตลาดมองว่า FED จะลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปีนี้

ในอดีตรอบเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา 4 ใน 5 วัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นล่าสุด การหยุดขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจกระตุกตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นได้ โดย S&P500 Index และ SET Index มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +11% (Max = +20%, Min = -12%) และ +9% (Max = +29%, Min = -23%) ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องระมัดระวังในระยะถัดไป คือ ช่วงวัฎจักรดอกเบี้ยของ FED เริ่มกลับทิศเป็นขาลง เพราะมักเป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ เริ่มย่ำแย่แล้ว โดยในช่วง FED ลดดอกเบี้ยลง จะทำให้การลงทุนในตลาดพันธบัตรน่าสนใจกว่าตลาดหุ้น และตลาดหุ้นสหรัฐ ในอดีตมักจะให้ผลตอบแทนเป็นติดลบเฉลี่ยราว -29% (Max = -40%, Min = -20%)

ด้านผลประกอบการไตรมาส 1/2566 ของตลาดโดยรวม (Bloomberg Consensus) คาดจะมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 1.98 แสนล้านบาทในไตรมาส 1/2566 เพิ่มขึ้น +12% YOY และ +36% QOQ นอกจากกลุ่ม BANK ที่รายงานผลประกอบการออกมาดีกว่า บล.ทิสโก้และตลาดคาดประมาณ 8% แล้ว (มีกำไรสุทธิรวม 5.69 หมื่นล้านบาท +14% YOY และ +47% QOQ)

กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่คาดจะมีกำไรเติบโตดีทั้ง YOY และ QOQ คือ ENERG (+16% YOY และ +113% QOQ) และ PETRO (+57% YOY และพลิกมีกำไรจากขาดทุน QOQ) เนื่องจากไม่มีรายการพิเศษเหมือนไตรมาสก่อนหน้านี้ นอกจากนี้กลุ่ม TRANS (พลิกมีกำไรจากขาดทุน YOY และ +52% QOQ) คาดจะมีกำไรดีขึ้นทั้ง YOY และ QOQ หลัก ๆ จาก AOT ที่คาดว่าจะทำกำไรได้ดีขึ้นต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทยอยฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ บล.ทิสโก้เชื่อว่าไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้ง ตลาดจะตอบสนองในเชิงบวกจากความชัดเจนของผลการเลือกตั้ง แต่จะตอบสนองในเชิงบวกมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงที่ออกมา หากคะแนนเสียงออกมาแบบขาดลอย น่าจะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้มากขึ้น เพราะจะสะท้อนถึงเสถียรภาพรัฐบาลที่มั่นคงในอนาคต และทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น

โดยภาพรวมเดือนนี้ บล.ทิสโก้มองแนวโน้มการลงทุนยังอึมครึม มี 3 ปัจจัยผันแปรสำคัญที่ต้องติดตาม (1) การประชุม FED ในช่วงต้นเดือน (2) การทยอยประกาศผลประกอบการในช่วงครึ่งเดือนแรก และ (3) ผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยผันแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดในช่วงครึ่งเดือนหลัง


บล.ทิสโก้แนะนำลงทุนในหุ้นเชิงรับคุณภาพดีน่าจะช่วยประคับประคองการลงทุนในช่วงที่ยากลำบากนี้ไปได้ แนะนำ ADVANC, BDMS, BEM ผสานกับการเก็งกำไรหุ้นงบดี เลือก CPALL, STANLY และหุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET50 Index แนะนำ TLI, WHA ส่งผลให้หุ้นเด่นของ บล.ทิสโก้ในเดือนพฤษภาคม คือ ADVANC, BDMS, BEM, CPALL, STANLY, TLI และ WHA ด้านแนวรับสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1,500-1,520 จุด และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,570, 1,600-1,615 จุดตามลำดับ