คลังส่งหนังสือถึง ก.ล.ต. ลงนามโดย รมว.คลัง บี้เร่งตรวจสอบกรณีหุ้น STARK พร้อมให้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ หาทางป้องกันเหตุในอนาคต ขณะที่ “ดร.พิพัฒน์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP ชี้กระบวนการภายในบริษัท 3 ระดับ “ผิดทั้งกระบวนการ” จี้หน่วยงานกำกับโชว์ความศักดิ์สิทธิของกฎหมาย หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบ
วันที่ 20 มิถุนายน 2566 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้ดำเนินการในหลายประเด็นเกี่ยวกับกรณีบริษัท สตาร์ค คอเปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK แล้ว
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า หนังสือที่กระทรวงการคลังส่งไปถึง ก.ล.ต. ในกรณี STARK เนื้อหาหลัก ๆ ก็คือ 1.ให้เร่งตรวจสอบ ชี้แจงข้อเท็จจริง และพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
และ 2.ให้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป้องกันเหตุดังกล่าวต่อไปในอนาคต
ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า บทเรียนจากกรณี STARK ปัญหาใหญ่สุดจากคือ การได้รับข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน (Asymmetric Information) เพราะไม่มีทางที่นักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ สถาบันการเงินปล่อยกู้ หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่เข้าไปลงทุน ไม่มีทางที่จะมีข้อมูลเท่ากับผู้บริหารของตัวบริษัทเอง
โดยกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเน้นเรื่องการคานอำนาจ การตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวมีคนเกี่ยวข้องเต็มไปหมด
เริ่มตั้งแต่ผู้บริหารเองต้องสุจริต โปร่งใส สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด โดยภายในผู้บริหารเองก็ต้องมีระบบตรวจสอบ เช่น การตรวจสอบภายใน, Compliance และในนั้นก็ยังมีกรรมการตรวจสอบ ในคณะกรรมการบริษัทอีก ซึ่งคณะกรรมการบริษัทต้องเป็นสติให้กับผู้บริหาร แล้วก็ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย
ต่อมาก็คือบริษัทตรวจสอบบัญชี ที่ต้องเช็กว่าสิ่งที่ผู้บริหารทำมา ถูกต้องตามหลักการบัญชีไหม สะท้อนความเป็นจริง และสภาพของบริษัทจริงหรือไม่ เพราะเป็นข้อมูลที่นักลงทุนจะนำไปวิเคราะห์ต่อ เพื่อตัดสินใจลงทุน
ซึ่งในเคสนี้หลาย ๆ กรณีผู้ตรวจสอบบัญชี ก็ควรจับได้ แต่การที่ตรวจไม่เจอ เป็นเพราะอะไร เพราะประมาทเลินเล่อ หรืออย่างไร ซึ่งถ้ากระบวนการเหล่านี้ ผิดทั้งกระบวนการ กลไกของตลาดทุนก็จะ Function ไม่ได้ แล้วต้นทุนต่าง ๆ ก็จะสูงขึ้น
“กลไกของตลาดทุนทั้งหมด จะอยู่บนพื้นฐานเรื่องความเชื่อมั่น เชื่อใจ ว่าข้อมูลที่ได้รับมา เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ว่าทันทีที่นักลงทุนต้องตั้งคำถามกับตัวเลขเหล่านี้ ก็จะเป็นไปไม่ได้เลยที่นักลงทุนจะลงทุนได้ด้วยความสบายใจ แต่เคสที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งผู้บริหาร คนตรวจสอบบัญชี และกรรมการตรวจสอบ Mistrust หมดเลย ทั้ง 3 ระดับนี้ ผมว่าอันนี้เรื่องใหญ่มาก กลไกการออกแบบเรื่้องธรรมาภิบาลของบริษัทมีปัญหาแน่ ๆ” ดร.พิพัฒน์กล่าว
โดยเฉพาะกรณีมีการสร้างตัวเลขเทียมขึ้น ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นความผิดที่รุนแรงมากสำหรับตลาดทุน ซึ่งส่วนนี้ ก.ล.ต. ต้องดำเนินการจัดการอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ต้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด และหลังจากนี้ ก็คงเห็นการฟ้องร้องเอาผิดจากผู้ที่เสียหายตามมากันจำนวนมากแน่นอน เพราะเคสนี้น่าจะเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ดังนั้น ก็คงจะมีการฟ้องทางคดีแพ่งด้วย นอกเหนือจากคดีอาญา
“เคสแบบนี้มีกฎหมายอยู่แล้ว แค่บังคับใช้อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรม ผมว่าพอแล้ว แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย แล้วคนอื่นเห็นว่าทำได้ มีผลประโยชน์มหาศาลรอให้ทำอยู่ พอทำแล้วหนีไปอยู่เมืองนอกได้ เรื่องนี้ น่ากังวลมาก ผมว่าซีเรียสมาก บทเรียนมีเต็มไปหมด แล้วทุกคนที่อยู่ในกระบวนการต้องพึ่งพาตัวเลขที่เปิดผยออกมากันทั้งนั้น อย่างธนาคาร ขนาดเป็นมืออาชีพ ก็ยังโดนไปด้วย”
“ต่อไปถ้าเชื่อตัวเลขอะไรไม่ได้ ต้นทุนก็จะต้องสูงขึ้น ดังนั้น ก.ล.ต. ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ต้องโชว์ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายออกมา” ดร.พิพัฒน์กล่าว