ต่างชาติขายหุ้นไทย มิ.ย. 8,617 ล้าน ครึ่งปีหลังแนวโน้มสดใสลุ้นเงินทุนไหลกลับ

ตลาดหุ้น

ตลท.เผยตลาดหุ้นไทยเดือน มิ.ย. ปรับลดดัชนีปิดที่ 1,503.10 จุด หรือลดลง 2.0% จากเดือนก่อนหน้า ด้านต่างชาติขายสุทธิ 8,617 ล้านบาท มองครึ่งปีหลังแนวโน้มตลาดดูดีขึ้น ปัจจัยกังวลเริ่มคลี่คลายอาจได้เห็นทิศทางเงินทุนไหลกลับ

วันที่ 10 กรกฎาคม 2566 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ในเดือนมิถุนายน 2566 ธนาคารโลก (World Bank) คาดเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะเติบโตขึ้นที่ร้อยละ 3.9 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศและการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากต้นปี 2566 จากกรณีมีหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ผู้ลงทุนมีความกังวลในการลงทุนทั้งในตลาดตราสารทุน และตราสารหนี้ จึงเห็นแรงเทขายในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่การเมืองในประเทศที่มีพัฒนาการดีขึ้นหลังได้ประธานสภา ส่งผลให้ดัชนีต่าง ๆ เริ่มปรับตัวดีขึ้น และหากพิจารณาจากอัตราส่วน Forward PE ของ SET ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ผู้ลงทุนบุคคลและสถาบันในประเทศเริ่มกลับมาซื้อสุทธิในครึ่งแรกปี 2566

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์ในแต่ละกลุ่มของช่วงครึ่งแรกปี 2566 แสดงให้เห็นว่าผู้ลงทุนมีความสนใจในสินทรัพย์เสี่ยงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโตและกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อีกทั้งหุ้นกู้ High Yield ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้โดยรวมสะท้อนมุมมองผู้ลงทุนที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจเห็นสัญญาณจากรัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นในภาคการคลังขนาดใหญ่เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับอานิสงส์จากที่มีการค้าขายกับจีนมาก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว

ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 SET Index ปิดที่ 1,503.10 จุด ปรับลดลง 2.0% จากเดือนก่อนหน้า และปรับลดลง 9.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า โดยปรับไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นใน ASEAN โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มบริการ และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน 2566 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 47,893 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 33.2% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 58,670 ล้านบาท

โดยผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 5 โดยในเดือนมิถุนายน 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 8,617 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 33,407 ล้านบาท อย่างไรก็ดีผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14

ด้าน Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 อยู่ที่ระดับ 16.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.8 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 20.6 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.2 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 อยู่ที่ระดับ 3.22% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.38%

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ภาพของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังคงประเมินได้ยากเพราะยังมีหลายปัจจัยที่ยังไม่ทราบความชัดเจน แต่คาดว่าปัจจัยที่เคยกดดันในช่วงครึ่งปีแรก เช่น ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงจึงไม่น่าจะขึ้นต่อได้มาก ซึ่งน่าส่งผลกระทบต่อเงินไหลเข้าออกน้อยลง อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี

ในขณะที่ปัจจัยอื่น ๆ อย่างเช่นเรื่องของสงครามเรื่องของการท่องเที่ยวที่ยังไม่ทราบความชัดเจนก็ยังจะเป็นปัจจัยที่คอยกดดันแต่ก็เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะดูดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก เพราะในช่วงครึ่งปีแรกโดนหลายปัจจัยกดดันค่อนข้างมาก

“ในช่วงไตรมาส 4 น่าจะเป็นไตรมาสที่บริษัทต่าง ๆ มักจะทำผลงานได้ดี ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจยังทยอยฟื้นตัวและปัจจัยอื่น ๆ ค่อย ๆ ดีขึ้นน่าจะได้เห็นทิศทางของเงินทุนไหลกลับเข้ามาได้ในช่วงครึ่งปีหลัง” นายภากรกล่าว