ทองคำ Q3 มีลุ้น “ขาขึ้น” รอสัญญาณ “ดอกเบี้ยเฟด” ชัด

ราคาทองคำ

ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา หลังจากทองคำเปิดปี 2566 มา ราคา spot อยู่แถว ๆ 1,823 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองคำแท่งในประเทศอยู่ที่ 29,750 บาท จากนั้นมีการทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ของราคา spot ที่ 2,078 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ส่วนทองคำแท่งในประเทศจุดสูงสุดอยู่ที่ 32,850 บาท เมื่อวันที่ 14 เม.ย.

“ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก กล่าวว่า แนวโน้มราคาทองคำในไตรมาส 3 นี้ บล.โกลเบล็กมองว่ามีโอกาสที่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยให้กรอบที่ 1,900-2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ส่วนแนวโน้มตลอดครึ่งปีหลัง หากไม่มีสงคราม คาดราคาจะอยู่ในกรอบ 1,850-2,000 ดอลลาร์ แต่หากมีสงครามจะอยู่ในช่วง 1,900-2,100 ดอลลาร์ ส่วนทองแท่งในประเทศมองแนวรับแถว ๆ 31,600 บาท แนวต้าน 32,800 บาทในช่วงครึ่งปีหลัง

เนื่องจากคาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะใกล้สิ้นสุดแล้ว ซึ่งหากการประชุมเฟดรอบปลายเดือน ก.ค.นี้ มีการส่งสัญญาณว่าจะยุติขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองคำก็จะเป็นขาขึ้น เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลงแล้ว

ขณะที่กองทุนทองคำ SPDR ยังไม่ได้มีการซื้อขายมากนัก แต่มีทางธนาคารกลางจีนที่ทยอยซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมา 8 เดือน นอกจากนี้ ปัจจัยที่น่าจะหนุนราคาทองให้ปรับขึ้นได้แรง ๆ ขึ้นไปเกิน 2,000 ดอลลาร์ได้ ก็คือ สงครามในประเทศคู่ขัดแย้งใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นสงครามตัวแทนระหว่างสหรัฐกับจีน นอกเหนือไปจากรัสเซีย-ยูเครน ก็จะเป็นปัจจัยหนุนราคาทอง

“ที่ผ่านมา ราคาทองคำรับข่าวร้ายไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ที่ลงมาตลอด แต่ไม่ได้ลงแรง และเริ่มชะลอการลงแล้ว ดังนั้น ช่วงนี้น่าจะไซด์เวย์ แต่กรอบจะกว้างหน่อย” ณัฐวุฒิกล่าว

ขณะที่ “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ทิศทางราคาทองคำช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไรนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ที่ต้องจับตาเรื่องการประชุมเฟด ว่าการดำเนินนโยบายการเงินและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นอย่างไร

โดยหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย ในการประชุมปลายเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ มองว่าทองคำมีโอกาสย่อตัวก่อนที่จะปรับขึ้นและมีโอกาสขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 2,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง แต่หากเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง น่าจะเป็นปัจจัยที่ยังกดดันราคาทองคำ

“หากการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวของเฟดจบลงภายในไตรมาส 3 ก็จะได้เห็นการดีดขึ้นแรงของราคาทองคำ นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าปกติราคาทองคำมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งปัจจุบันราคาคริปโตปรับขึ้นไปมากแล้ว ขณะที่ราคาทองคำยังปรับขึ้นไม่มาก เกิดจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ยังไม่สิ้นสุด ฉะนั้นจึงมองว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกในช่วงครึ่งปีหลัง”

อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ราคาทองคำได้รับปัจจัยกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาย่ำแย่กว่าคาดการณ์ ซึ่งล่าสุดสถาบันการเงินหลายแห่ง เช่น JP Morgan, Morgan Stanley, Citigroup ได้ลดคาดการณ์ GDP จีนลงเหลือ 5%

ตาราง ราคาทองคำ

โดยแม้ว่าตลาดจะคาดหวังรัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง แต่มีนักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจมีขนาดที่จำกัดไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมเท่ากับหลายครั้งก่อนหน้านี้ ทำให้กดดันราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้จำกัด รวมถึงส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าและหนุนให้ดอลลาร์ฟื้นขึ้นได้บ้างเช่นกัน ซึ่งแนะนำนักลงทุนชะลอซื้อขายเพื่อรอสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มเรื่องดอกเบี้ยของเฟดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“ด้วยภาพของดอกเบี้ยที่ยังไม่ชัดเจน ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวรอให้ลงมาก ๆ ค่อยซื้อ ทั้งนี้ เทรนด์ราคาทองคำเราให้ไว้ 2 กรณี กรณีที่ 1 ถ้าเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง โอกาสที่ราคาทองคำจะดีดขึ้นไปแตะ 2,000 ดอลลาร์ ก็มี แต่ในกรณีที่ 2 ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งมีโอกาสหลุด 1,900 ดอลลาร์ แต่ถึงจะหลุด ก็น่าจะหลุดลงไปไม่มาก

ฉะนั้นมองกรอบราคาทองคำไตรมาส 3 ไว้ที่ 1,900-2,000 ดอลลาร์ ซึ่งการเคลื่อนไหวในกรอบ เป็นจังหวะที่นักลงทุนสามารถเข้าซื้อและขายออกได้ แต่ระยะสั้นช่วงใกล้การประชุมเฟด มองอยู่ในกรอบ 1,900-1,960 ดอลลาร์” พวรรณ์กล่าว

ด้าน “นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS) กล่าวว่า ภาพรวมราคาทองคำครึ่งปีหลัง จะเป็นแนวโน้มขาขึ้น สะท้อนว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จะใกล้สิ้นสุดลงแล้ว และในการประชุมช่วงสิ้นเดือน ก.ค.นี้ คาดว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ที่ 0.25% และหลังจากนั้นโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยน่าจะลดน้อยลง

“ถ้าเฟดมีการหยุดขึ้นดอกเบี้ย และคงอัตราดอกเบี้ยในระยะกลางไปจนถึงระยะยาว จะส่งผลให้ดอลลาร์จะเริ่มอ่อนค่าและเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มอ่อนแอลง ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น”

ทั้งนี้ มองว่าราคาทองคำมีโอกาสสูงที่จะกลับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 2,070 ดอลลาร์ แต่เนื่องจากว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมเฟดในวันที่ 25-26 ก.ค. หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย ทองคำน่าจะมีการย่อ แต่จากที่ตลาดรับข่าวไปมากแล้ว ราคาอาจย่อลงไม่มาก และจะค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลังจากนั้น

“นพ.กฤชรัตน์” กล่าวว่า จากแนวโน้มราคาทองคำขาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ในเชิงการลงทุน แนะนำว่าในช่วงนี้เป็นจังหวะที่สามารถทยอยเข้าซื้อเก็บในการลงทุน เพราะโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับจะตัวสูงขึ้นมีค่อนข้างมาก โดยกรอบระยะสั้นจนถึงช่วงการประชุมเฟดให้กรอบไว้ที่ 1,945-2,070 ดอลลาร์


“ราคาทองคำเพิ่งปรับลดลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมที่ 1,900 ดอลลาร์ ฉะนั้นมองว่าโอกาสที่จะปรับลงไปที่ 1,900 ดอลลาร์อีกครั้งน่าจะน้อยมาก หรือในทางกลับกันโอกาสมากกว่าที่ราคาทองคำจะดีดตัวสูงขึ้นมากกว่าลดลง” นพ.กฤชรัตน์กล่าว