ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า นักลงทุนคาดสิ้นสุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด เชื่อสามารถประคองเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้
วันที่ 27 กรกฎาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (27/7) ที่ระดับ 34.10/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/7) ที่ระดับ 34.27/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 5.25-5.50 สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด
นับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 11 นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2565 ส่งผลให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดมีถ้อยแถลงว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงินในอนาคตนั้นจะถูกพิจารณาในแต่ละการประชุมเป็นรายครั้งและพิจารณาถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจนเวลานั้นด้วย อีกทั้งยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่าเฟดจะสามารถประคองเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้สำเร็จ
โดยเฟดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ และยังคงเปิดช่องให้สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกหากมีความจำเป็น ทั้งนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มยุติวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดครั้งนี้อาจเป็นจุดสิ้นสุดและเฟดจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี2566 ก่อนที่จะพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า
สะท้อนให้เห็นใน CME FedWatch Tool โดยนักลงทุนให้น้ำหนักร้อยละ 80 ในการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดเดือนกันยายน และให้น้ำหนักร้อยละ 70 ในการคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปีนี้
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่อยู่ที่ระดับ 697,000 ในเดือน มิ.ย. ปรับตัวลดลง 2.5% จากระดับ 715,000 ยูนิตในเดือน พ.ค. และต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 725,000 ยูนิต ได้รับผลกระทบจากราคาบ้านอยู่ในระดับสูงสุดและการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง ส่งสัญญาณว่าภาคอสังหาฯสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดยังคงจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐต่อไปเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน มิ.ย. 2566 อยู่ที่ระดับ 92.53 หดตัว 5.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ไตรมา 2/2566 อยู่ที่ระดับ 90.14 หดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 5.59% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต เดือน มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 59.12% มีปัจจัยสำคัญจากการชะลอตัวของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศคู่ค้าและรายได้เกษตรกรที่หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยหดตัวลง 5.99% ในเดือน มิ.ย. 2566 สะท้อนกำลังซื้อจากภาคเกษตรที่ยังคงอ่อนแอ
อย่างไรก็ดีการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้โพลสำรองของสำนักข่าวรอยเตอร์บ่งชี้ว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ในการประชุมวันที่ 2 ส.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย และจากนั้นจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับดังกล่าวจนถึงปี 2568 เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงอยู่และมีความไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.02-34.26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.11/12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (27/7) ที่ระดับ 1.1087/91 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/7) ที่ระดับ 1.1073/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ตลาดจับตาดูการประชุมธนาครกลางยุโรปวันนี้ โดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 4.25 ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1086-1.1144 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1138/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (27/7) ที่ระดับ 140.16/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/7) ที่ระดับ 140.26/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนจับตาดูการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธมิตร ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะสามารถทยอยปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติได้
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 139.39-140.26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 139.94/96 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินธนาคารกลางยุโรป (27/7), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสหรัฐ (GDP) ไตรมาส 2/2566 (27/7) การประชุมนโยบายการเงินธนาคารกลางญี่ปุ่น (28/7) และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลสหรัฐ (PCE) เดือน มิ.ย. (28/7)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -11.40/-11.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -12.70/-11.30 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ