เงินบาทอ่อนค่า วิตกเศรษฐกิจจีน ขณะคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟดอาจอยู่ระดับสูงนานขึ้น หลังกรรมการเฟดส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อของสหรัฐ แม้จะเริ่มส่งสัญญาณลง
วันที่ 18 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 15-18 ส.ค. 2566 ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในวันอังคาร (15/8) เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีน หลังจากที่จีนเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังออกมา
นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนหลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บ่งชี้ว่า กรรมการเฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก โดยในรายงานการประชุมประจำวันที่ 25-26 ก.ค.ระบุว่า กรรมการเฟดส่วนหนึ่งได้แสดงความกังวลว่าการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากเกินไปนั้นอาจจะงผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับความเสี่ยง
เฟดยังให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อของสหรัฐ
ในขณะที่กรรมการเฟดส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ โดยกล่าวว่า แม้เงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง แต่ก็ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% ซึ่งรายงานการประชุมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยเฟด ขณะที่นักวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ อเมริกาคาดการณ์ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ แต่อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน พ.ย.
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในวันพุธ (6/8) เฟดเปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือน ก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% โดยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นการวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค ขณะที่ทางด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 3.9% สู่ระดับ 1.452 ล้านยูนิตในเดือน ก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.448 ล้านยูนิต
นอกจากนี้ในปลายสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์ยังคงรักษาระดับแข็งค่าไว้ต่อเนื่อง หลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ถึงภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าเฟดอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาดไว้ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 11,000 ราย สู่ระดับ 239,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 240,000 ราย
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันอังคาร (15/8) ที่ระดับ 35.29/31 บาท/ดอลลาสหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 35.07/09 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาททยอยปรับตัวอ่อนค่าลงตามค่าเงินในภูมิภาค ภายหลังจากที่ทางจีนได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมาอ่อนค่าเกินคาด
โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค.ปรับตัวขึ้นเพียง 3.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือน มิ.ย.ที่มีการขยายตัว 4.4% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดไว้ว่าจะปรับขึ้น 4.4% ขณะที่ยอดค้าปลีกเดือน ก.ค.ขยับขึ้นเพียง 2.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือน มิ.ย.ที่เพิ่มขึ้น 3.1% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าอาจเพิ่มขึ้น 4.5% แม้ว่าเดือน ก.ค.เป็นฤดูการท่องเที่ยวในช่วงหน้าร้อนของจีนก็ตาม
ส่วนอัตราว่างงานเดือน ก.ค.ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 5.3% จากระดับ 5.2% ในเดือน มิ.ย. ขณะที่การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในเดือน ก.ค.ลดลง 8.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี และเป็นการปรับตัวลงรุนแรงกว่าในเดือน มิ.ย. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน และบดบังปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางจีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลง (MLF) ระยะ 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของจีนลง 0.15% สู่ระดับ 2.50% ในวันอังคาร (15/8) ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราห์คาดว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ที่ระดับ 2.65%
ธปท.คาดดอกเบี้ยใกล้ถึงระดับเหมาะสมแล้ว
สำหรับปัจจัยในประเทศ ในวันพุธ (16/8) ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติไม่ให้เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีโหวตซ้ำอีกในสมัยประชุมเดียวกัน เนื่องจากผู้ที่มาร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินทุกคนไม่ใช่บุคคลที่พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อไว้ว่าจะเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี อีกทั้งไม่ได้เป็นบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อต่อรัฐสภา
ดังนั้นจึงไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเรียนดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ทางผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.กล่าวว่า ดอกเบี้ยใกล้ถึงระดับเหมาะสมแล้ว โดยกล่าวว่าจากบริบทเศรษฐกิจในปีนี้ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้โจทย์ของนโยบายการเงินจึงต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย จากที่ก่อนหน้านี้ ธปท.ต้องปรับนโยบายการเงินเพื่อให้เข้าสู่สภาวะปกติ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า Smooth take off ซึ่งถือว่าทำได้ดีแล้ว เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อกลับมาลง
ดังนั้นจึงทำให้โจทย์ของนโยบายการเงินในปัจจุบันต้องเปลี่ยนไปเป็น good landing โดยทำนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับภาพระยะปานกลางและระยะยาว
ส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาทนั้น ผู้ว่าฯธปท.ยอมรับ ปัจจุบันค่าเงินบาทผันผวนมากกว่าในอดีตพอสมควร ซึ่ง ธปท.เองไม่อยากเห็นความผันผวนขนาดนี้ ซึ่งความผันผวนดังกล่าวมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก และยังเจอประเด็นซ้ำเติมจากค่าเงินหยวน เนื่องจากค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับค่าเงินหยวนสูงสุดในภูมิภาค เพราะเศรษฐกิจไทยถูกมองว่าเป็นเศรษฐกิจที่ผูกพันกับจีนค่อนข้างมาก ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมทั้งยังมีปัจจัยเรื่องราคาทองคำ จึงทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนมากกว่าประเทศอื่นในอาเซียน
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกบ้างในบางช่วง เพราะนักลงทุนมองปัจจัยการเมืองเป็นความเสี่ยงด้วย โดย ธปท.พยายามดูแลเรื่องเสถียรภาพค่าเงินเท่าที่ทำได้ ด้วยการเตรียมเครื่องมือต่าง ๆ ไว้รองรับ เพราะหลายปัจจัยก็อยู่เหนือการควบคุม
ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.08-35.59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/8) ที่ระดับ 35.37/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันอังคาร (15/8) ที่ระดับ 1.0908/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 1.0986/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ สำหรับปัจจัยในภูมิภาค ในวันพุธ (16/8) ทางอังกฤษเปิดเผยดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปของอังกฤษเดือน ก.ค. ชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานพุ่งสูงขึ้น สร้างความท้าทายให้แก่ธนาคารกลางอังกฤษ หรือบีโออี
โดยในรายงานระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวลดลงแตะ 6.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ และต่ำกว่าระดับของเดือน มิ.ย.ที่ 7.9% เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ว่าจะลดลง 0.5% ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาพลังงาน อาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ แตะระดับ 6.9 เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อยที่ 6.8%
สำหรับการประชุมนโยบายการเงินในช่วงก่อนหน้านี้ ทางบีโออีได้ลงมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% แตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปีที่ 5.25% ซึ่งนับเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่ 14 ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินไม่ได้ให้สัญญาณบ่งชี้ว่าจะสิ้นสุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้นี้ โดยทางบีโออีมุ่งมั่นที่จะคงอัตราดอกเบี้ยธนาคารที่เข้มงวดเพียงพอเป็นระยะเวลานานเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ 2%
ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0854-1.0959 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/8) ที่ระดับ 1.0865/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันอังคาร (15/8) ที่ระดับ 145.43/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 144.62/63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้เกิดความคาดการณ์ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอาจจะเข้าแทรกแซงตลาดปิวรรตเงินตรา
โดยนักวิเคราะห์ของเอชเอสบีซีคาดการณ์ว่า กระทรวงการคลังญี่ปุ่นอาจจะเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการพยุงค่าเงินเยนให้กลับสู่กรอบ 145-148 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับในเดือน ก.ย 2565 ที่รัฐบาลญี่ปุ่นและ BOJ เข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยนที่ระดับ 15 เยนต่อดอลลาร์ และคาดว่าหากทางการญี่ปุ่นไม่เข้าแทรกแซงตลาด ก็อาจจะทำให้นักลงทุนหันมาขายเงินเยนอีกครั้ง ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.65-146.56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/8) ที่ระดับ 145.45/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
- ค่าเงินบาทวันนี้ (18 ส.ค.) เปิดตลาดแข็งค่าที่ 35.41 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
- ธปท.รับ “เงินบาท” ผันผวนหนักกว่าเพื่อนบ้าน
- ค่าเงินบาทอ่อนค่า รับข้อมูลเศรษฐกิจจีนน่าผิดหวัง