Skip to content

เงินบาทแข็งค่า ต้อนรับนายกคนที่ 30 “เศรษฐา ทวีสิน” 

25 ส.ค. 2566 | 18:39น.
เงินบาทแข็งค่า ต้อนรับนายกคนที่ 30 “เศรษฐา ทวีสิน” 

เงินบาทแข็งค่า ต้อนรับนายกคนที่ 30 “เศรษฐา ทวีสิน” ตลาดจับตานโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย และครม.ใหม่  ขณะที่นักลงทุนรอฟังถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวลล์ คืนนี้

วันที่ 25 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 21-25 ส.ค. 2566 ตลอดสัปดาห์ดัชนีดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบแคบเนื่องจากขาดปัจจัยชี้นำในตลาดในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนายโธมัส บาร์กิน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาริชมอนด์ได้ออกมาสนับสนุนให้เฟดเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่า

ต่อมาค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลง หลังจากเอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 50.4 ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 52.0 ในเดือน ก.ค. ดัชนี PMI ใกล้หลุดระดับ 50 ซึ่งหากดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวจะบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจของสหรัฐอยู่ในภาวะหดตัว

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ถูกกดดันจากการที่คำสั่งซื้อใหม่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ขณะที่การจ้างงานชะลอตัวลง แต่ความเชื่อมมั่นของภาคธุรกิจปรับตัวขึ้นในเดือน ส.ค. ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 47.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน จากระดับ 49.0 ในเดือน ก.ค. โดยดัชนียังคงต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตยังคงอยู่ในภาวะหดตัว

ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 51.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 52.3 ในเดือน ก.ค. แต่ดัชนียังคงสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคบริการยังคงมีการขยายตัว

จับตาถ้อยแถลงประธานเฟด

ขณะที่นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันศุกร์ที่ 25 ส.ค. เวลา 10.05 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือ 21.05 น. ตามเวลาไทย โดยคาดหวังว่านายพาวเวลล์จะส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (21/8) ที่ระดับ 35.39/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/8) ที่ระดับ 35.42/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสที่ 2/66 ขยายตัว 1.8% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตลาดคาดที่ระดับ 3.0% และถือเป็นการชะลอลงจากระดับ 2.6% ในไตรมาสที่ 1/66

ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 2.2% โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่การลงทุนรวมและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลง รวมถึงมูลค่าการส่งออกในไตรมาสที่ 2 ยังคงหดตัวกว่า 5.6% ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.06% ใกล้เคียงกับ 1.05% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.1% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน 3.9% และ 2.2% ตามลำดับ

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 อยู่ที่ 2.2 แสนล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 มีมูลค่าเป็น 61.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

เงินบาทแข็งค่า หลังได้นายกฯคนที่ 30

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าหลังได้รับแรงสนับสนุน หลังจากที่ประชุมสภามีมติ 482 เสียง จากทั้งหมด 705 เสียง เห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 อย่างไรก็ดียังคงต้องติดตามการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่าจะมีบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งในแต่ละกระทรวง

ส่วนในด้านนโยบายของพรรคเพื่อไทยค่อนข้างจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยมีหลักการที่ว่า “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” อย่างเช่น นโยบายเพิ่มรายได้ภาคแรงงานและการจ้างงาน เงินดิจิทัล และการขับเคลื่อน Start-ups และ SMEs

โดยคาดว่านโยบายเหล่านี้จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP เติบโตเฉลี่ยอย่างต่ำปีละ 5% ซึ่งตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2566 ที่สภาพัฒน์เปิดเผยออกมาโตเพียง 1.8% ต่ำกว่าที่คาดไว้ 3.0% ซึ่งทางหอการค้าไทย หวังรัฐบาลใหม่จะเข้ามาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้วทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/66 ของปีนี้กลับมาเติบโตได้ และทำให้ภาพรวมสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้เกิน 3.0%

คาดกนง.ขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง

นอกจากนี้ตลาดคาดว่าปีนี้ กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง สู่ Terminal rate ที่ 2.5% ในเดือน ก.ย. และคงไว้ที่ระดับนี้ ตามเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และยังมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยเอลนินโญที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและราคาอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันโลกจากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+)

โดยในระยะสั้น เงินบาทจะยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า และผันผวนสูงจากหลายปัจจัย ในช่วงปลายปีนี้ ตลาดคาดว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นได้จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่เงินบาทอาจแข็งค่าได้ไม่มากจากเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอกว่าที่เคยคาด ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.84-35.42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/8) ที่ระดับ 35.09/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (21/8) ที่ระดับ 1.0878/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/8) ที่ระดับ 1.0866/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรปเผยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนในเดือน ก.ค. ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดที่ระดับ 5.3% หลังจากปรับขึ้น 5.5% ในเดือน มิ.ย. ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องหลังจากแตะระดับสูงสุดที่ 10.6% ในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 5.5% เท่ากับเดือนก่อนหน้า

นอกจากนี้สำนักงานสถิติเยอรมนีเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 6.0% ในดือน ก.ค. เมื่อเทียบกับเดือนเดีวกันของปีที่แล้ว หรือเมื่อเทียบเป็นรายเดือน ดัขนี PPI ลดลง 1.21% ลดลงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 0.1% ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังจากเอสแอนด์พีโกลบอลเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นของเยอรมนีอยู่ที่ +39.1 ในเดือน ส.ค.เทียบกับ +38.9 ในเดือน ก.ค. และดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นของเยอรมนีอยู่ที่ +47.3 ในเดือน ส.ค. เทียบกับ +52.3 ในเดือน ก.ค.

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0764-1.089 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/8) ที่ระดับ 1.0779/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (21/8) ที่ระดับ 145.18/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/8) ที่ระดับ 145.55/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากดัชนีราคาผู้บริโภคขั้นพื้นฐาน (National Core CPI) ในเดือน ก.ค. ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.1% ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวลดจากระดับ 3.3% ในเดือนก่อนหน้า โดยอัตราเงินเฟ้อของประเทศญี่ปุ่นคงสูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% เป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน

นอกจากนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสัญญา 10 ปีของญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี ท่ามกลางแรงกดดันขาขึ้นเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสัญญา 10 ปีของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นแตะ 0.66% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2557 ทำให้มีการคาดการณ์เพิ่มมากขึ้นว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจดำเนินการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลนอกกำหนดการ เพื่อชะลอการปรับขึ้นดังกล่าว

ขณะนี้นักลงทุนกำลังพยายามประเมินความอดกลั้นที่ BOJ มีต่อการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หลังจาก BOJ เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล 2 ครั้งนับตั้งแต่ปรับเปลี่ยนนโยบายไปเมื่อวันที่ 28 ก.ค. โดยการปรับเปลี่ยนนโยบายในครั้งนั้นอนุญาตให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสัญญา 10 ปีของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นสูงสุด 1% แต่ไม่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว

การที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานในญี่ปุ่น ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ในช่วงขาขึ้นและกดดันให้ BOJ ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายพิเศษมาหลายปี ทั้งนี้ในช่วงกลางสัปดาห์ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้เปิดเผยมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานบางตัวที่พิจารณาการแจกแจงความเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งเป็นมาตรวัดที่คำนวณมาจากข้อมูลราคาผู้บริโภคของรัฐบาลญี่ปุ่น

โดยมาตรวัดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อที่มีความหนืดในญี่ปุ่นแล้ว เนื่องจากมาตรวัดแนวโน้มราคาในวงกว้างบางตัวพุ่งขึ้นแตะสถิติสูงสุดใหม่ในเดือน ก.ค. และสิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนให้บีโอเจยุตินโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ บีโอเจจับตามองดัชนีเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ในการประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวอย่างเช่นราคาเชื้อเพลิง หรือว่าอัตราเงินเฟ้อได้ขยายวงกว้างออกไปในระดับที่มากพอที่จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อบรรลุระดับเป้าหมายที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.53-146.39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/8) ที่ระดับ 146.07/09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ