Skip to content

ผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้หวังสกัดบาทอ่อนค่า ดอกเบี้ย 2.50% เหมาะสมเศรษฐกิจ

29 ก.ย. 2566 | 14:03น.
ผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้หวังสกัดบาทอ่อนค่า ดอกเบี้ย 2.50% เหมาะสมเศรษฐกิจ

ธปท.ย้ำขึ้นดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 2.50% ต่อปี ไม่ได้หวังสกัดเงินไหลออก-เงินบาทอ่อนค่า ชี้นโยบายการเงินเฟด-เศรษฐกิจจีน-ซื้อขายทองคำ-นโยบายภาครัฐไม่ชัดเจน หนุนบาทผันผวนกว่าภูมิภาค เผยเงินทุนไหลออกแล้ว 8.8 พันล้านดอลลาร์ ลั่นห่วงเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น จากปัจจัยเอลนีโญ-ราคาน้ำมัน-ค่าแรงขั้นต่ำ

วันที่ 29 กันยายน 2566 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 2.50% ต่อปี ไม่ได้เป็นการดูแลค่าเงินบาทอ่อนค่า เพราะเรื่องค่าเงินไม่ใช่เป้าหมายของ ธปท. แต่เป็นการตัดสินใจภายใต้ปัจจัย 3 ด้าน ได้แก่ 1.เศรษฐกิจเติบโตตามศักยภาพ 3-4% และ 2.อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบอย่างยั่งยืน 1-3% และ 3.ไม่สร้างความไม่สมดุลทางด้านการเงิน

อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่ได้ไม่ดูแลค่าเงินบาท เพราะเงินบาทอ่อนค่าอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพการเงินได้เช่นกัน หากเงินบาทอ่อนค่ามากจะกระทบต่อการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นการปรับเพื่อเข้าสู่ศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว หรือ Neutral Rate ดังนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดค่าเงินจึงไม่ใช่เหตุผล

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

ทั้งนี้ ยอมรับว่าค่าเงินบาทมีความผันผวน และในระยะหลังผันผวนค่อนข้างมากกว่าปกติ โดยก่อนหน้าจะเห็นค่าเงินญี่ปุ่น และเกาหลีมีความผันผวนมากกว่าเงินบาท แต่ปัจจุบันเงินบาทมีความผันผวนใกล้เคียงกัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ผ่านทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีการส่งสัญญาณไม่ว่าจะปรับขึ้นหรือลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และบาทอ่อนค่า แต่ความผันผวนไม่ได้สูงกว่าประเทศในภูมิภาค แต่จากไทยมีปัจจัยพิเศษ คือมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจจีน และมีเรื่องของการซื้อขายทองคำ ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าผันผวนกว่าภูมิภาค

“ตอนตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย เราอิงภายใต้ 3 ปัจจัยหลัก ค่าเงินไม่ใช่เป้าของเรา ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดค่าเงินไม่ใช่เลย โดยนับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบันมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ไหลออกราว 8.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการไหลออกทั้งพันธบัตร (บอนด์) และหุ้น ซึ่งสวนทางกับประเทศอื่นที่เป็นเงินทุนไหลเข้า

ส่วนหนึ่งไทยมีปัจจัยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกระทบความเชื่อมั่น และในระยะหลังแม้ว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย แต่นักลงทุนให้ความกังวลเรื่องความชัดเจนและรายละเอียดของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า”

ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี เหมาะสมเศรษฐกิจระยะยาว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินจะแบ่งเป็น 2 เฟสคือ 1.Smooth Take off การดำเนินนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ให้สะดุด จึงจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะถ้าไม่ขึ้นจะไม่สามารถยึดเหนี่ยวอยู่ และหากปล่อยใหม่มีการคาดการณ์เงินเฟ้อจะยิ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของคน ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “Gradual and Measured” หรือการปรับทิศนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษา Smooth Take off

และหลังจากนั้นโจทย์มีการเปลี่ยนไปเข้าสู่ เฟส 2.Landing การดำเนินนโยบายเข้าสู่สมดุลหรือเหมาะสมศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเป็นการถอนคันเร่ง แต่ไม่ใช่การเหยียบเบรก จึงเป็นการถอนคำว่า “Gradual and Measured” และไม่ได้ดูแค่ปัจจัยระยะสั้น แต่ดูอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมระยะยาว หรือการเข้าสู่ Neutral Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจระยะยาว

ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินจะดูให้สอดคล้องระยะยาว ภายใต้ 3 ปัจจัยหลักคือ 1.เศรษฐกิจเติบโตตามศักยภาพ 3-4% และ 2.อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบอย่างยั่งยืน 1-3% และ 3.ไม่สร้างความไม่สมดุลทางด้านการเงิน เพราะดอกเบี้ยต่ำมานาน และสร้างพฤติการณ์แสวงหาผลตอบแทน (Search for yield) และการก่อหนี้ครัวเรือนระดับสูง

“อาจจะเกิดคำว่าจีดีพีลดลง แต่ทำไม ธปท.ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเราจำเป็นต้องดูเรื่องระยะยาวที่ใช้คำว่า ทำนโยบายการเงินคำนึงถึงเรื่องระยะข้างหน้า เพราะนโยบายการเงินจะมีผลต้องใช้เวลา เป็น Outlook Dependent ไม่ใช่ Data Dependent เพื่อดูภาพข้างหน้า เพราะ Data Dependent จะมีเสียงรบกวน และข้อมูลจะล่าช้า

ซึ่งหากดู Statement จะเขียนค่อนข้างชัดว่า นโยบายการเงินที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือ Pause for a white เป็นการพักดอกเบี้ยระยะหนึ่งเพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ และเป็นระดับ Neutral Rate ที่พูดมาโดยตลอด หาก outlook ไม่เปลี่ยนแปลง ดอกเบี้ยก็คงอยู่ในระดับนี้ แต่เราไม่ควรฟันธง หรือการันตี จึงเป็นที่มาของคำว่า (ทั้งนี้) ใน Statement”

ห่วงเงินเฟ้อเร่งตัว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า หากการฟื้นตัวเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.มั่นใจ จากการบริโภคที่เติบโตได้ดี บวกกับมาตรการรัฐที่จะเข้ามา จะเป็นส่วนหนุนเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่องได้ ดังนั้น ความกังวลต่อประเด็นเศรษฐกิจมีไม่มาก

ขณะที่ปัจจัยเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าปีหน้าจะอยู่ที่ 1.6% ถือว่ายังอยู่ในกรอบ แต่ถามว่า ธปท.ห่วง กังวลปัจจัยเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าใช่หรือไม่ ใช่ เพราะมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเบ้สูงขึ้นในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะจากเอลนีโญที่มาแรงกว่าคาด ซึ่งมีผลต่อตระกร้าเงินเฟ้อค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปัจจุบันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น โอกาสที่ฝั่ง cost push ฝั่งซัพพลายมีค่อนข้างสูง รวมไปถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าแรง และนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่จะมีผลที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

“ขอย้ำว่าการดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. ไม่ได้คำนึงถึงเฉพาะปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ประเด็นที่กังวลคือ ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แม้ ธปท.จะมีการนำมารวมอยู่ในประมาณการอยู่แล้ว แต่หากปัจจัยข้างต้นเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน โอกาสที่จะเห็นผลกระทบที่ส่งผ่านมาสู่เงินเฟ้อจะสูงกว่าคาดได้”