Skip to content

เวิร์คพอยท์-เมเจอร์ ทุ่ม 110 ล้าน ตั้งบริษัทร่วมทุน ลุยผลิตภาพยนตร์

13 พ.ย. 2566 | 11:57น.
เวิร์คพอยท์-เมเจอร์ ทุ่ม 110 ล้าน ตั้งบริษัทร่วมทุน ลุยผลิตภาพยนตร์

เวิร์คพอยท์ (WORK)-เมเจอร์ (MAJOR) ทุ่มเงินลงทุน 110 ล้าน ตั้งบริษัทร่วมทุน “คาร์แมน ไลน์ สตูดิโอ” ลุยผลิตภาพยนตร์

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของทั้ง 2 บริษัท มีมติเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 อนุมัติการลงทุนในบริษัท คาร์แมน ไลน์ สตูดิโอ จำกัด

โดยในเอกสารระบุว่า บริษัท คาร์แมน ไลน์ สตูดิโอ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตภาพยนตร์และร่วมลงทุนในบริษัทเพื่อผลิตภาพยนตร์ ทุนจดทะเบียน 110,000,000 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญ 1,100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท กำหนดวันที่เกิดรายการ ภายในเดือน ธันวาคม 2566

ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวนี้ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยบรอดคาสติ้ง จำกัด (บริษัทย่อยของเวิร์คพอยท์) จะถือหุ้นในสัดส่วน 50% ต่อ 50% (ถือหุ้นบริษัทละ 550,000 หุ้น)

ขณะที่การเรียกชำระเงินลงทุน จะแบ่งเป็น 2 ครั้ง ดังนี้

การชำระเงินครั้งที่ 1 กำหนดชำระภายใน ธันวาคม 2566 (โดยในการชำระเงินลงทุนในครั้งที่ 1 บริษัท จะชำระเงินลงทุนจำนวน 25 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.73 ของเงินลงทุน)

การชำระเงินครั้งที่ 2 กำหนดชำระภายในปี 2567 (โดยในการชำระเงินลงทุนในครั้งที่ 2 บริษัท จะชำระเงินลงทุนจำนวน 30 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27.27 ของเงินลงทุน)

โดยทั้ง 2 บริษัทระบุแหล่งเงินลงทุนในครั้งนี้ว่า เงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) ถือหุ้นอยู่ในเวิร์คพอยท์ 48,606,100 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 11.01 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด (ณ วันที่ 10 มี.ค. 2566)

ย้อน 2 ดีล “เวิร์คพอยท์” ร่วมทุน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เวิร์คพอยท์ โดยบริษัท ไทยบรอดคาสติ้ง จำกัด (ผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ช่องเวิร์คพอยท์ 23) ได้ร่วมทุนกับ 2 บริษัทใหญ่ เพื่อขยายธุรกิจไปในทิศทางใหม่ ๆ ทั้งบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB10X) และบริษัท เซ็ปเป้ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด

โดยเวิร์คพอยท์ และ SCB10X ร่วมทุนเพื่อจัดตั้ง บริษัท ทีป๊อป อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (TPOP) ทุนจดทะเบียนรวม 150 ล้านบาท จำนวนหุ้น 1.5 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้น 100 บาทต่อหุ้น โดยบริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด รวมกับนายคณิต วัฒนประดิษฐ์, นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม, นายสุรการ ศิริโมทย์ ถือหุ้นสัดส่วน 60% ของทุนจดทะเบียน จำนวนหุ้นสามัญรวมกัน 9 แสนหุ้น หุ้นละ 100 บาท มูลค่าเงินลงทุนรวม 90 ล้านบาท

ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นที่เหลืออีก 40% ถือโดย บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB10X) จำนวนหุ้นสามัญ 6 แสนหุ้น โดยมุ่งเน้นบริหารศิลปินและแพลตฟอร์มออนไลน์

โดย TPOP เป็นบริษัทย่อยของเวิร์คพอยท์ โดยวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ

ขณะที่ เวิร์คพอยท์ และเซ็ปเป้ ร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท โวป จำกัด (WOPE) ขึ้นมาเพื่อพัฒนา ผลิตสินค้า ทำการตลาด รวมถึงจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยเซ็ปเป้ถือหุ้นเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ส่วนเวิร์คพอยท์ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 40 คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 50 ล้านบาท

การถือหุ้นดังกล่าว จะช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจ และเป็นการต่อยอดด้านน็อนมีเดียมากขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานต่าง ๆ ระหว่างกัน

ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มในไทยครึ่งปี 2565 เริ่มกระเตื้องขึ้น 1% จากปัจจัยการเปิดประเทศ ประกอบกับสถานการณ์โควิดที่เริ่มคลี่คลายลง แม้อาจยังไม่เติบโตตามที่คาดการณ์ เนื่องจากยังมีปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค แต่คาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นในไตรมาส 3-4 นี้

ขณะเดียวกันถือเป็นการต่อยอดจากก่อนหน้านี้ที่เวิร์คพอยท์ นำจุดแข็งอย่างตัวละคร “ครูเพ็ญศรี” จากซิตคอมเรื่องตลกหกฉาก ที่ออกอากาศทางช่องเวิร์คพอยท์มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ลูกอม 2 รสชาติ วางจำหน่ายช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา ในช่องทางร้านสะดวกซื้อ และถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 40 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้ยังต้องปรับปรุงโครงสร้างราคาให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับขยายช่องทางจำหน่ายไปยังตลาดเทรดิชั่นนอลเทรด

โดยปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ภายใต้บริษัทร่วมทุน เวิร์คพอยท์ และเซปเป้นั้น มีทั้งลูกอมตราครูเพ็ญศรี และกาแฟตรา ทอรีน คอฟฟี่