ธปท.ย้ำเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง-ดิจิทัลวอตเลตตัวเสริมจีดีพีปี 67 โตได้ 3.8%

ปิติ ดิษยทัต

ธปท.ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ชี้ ท่องเที่ยว-ส่งออกแรงหนุนจีดีพี เผยปี 66 จีดีพีโต 2.4% ส่วนปี 67 รวมดิจิทัลวอตเลต 3.8% ลั่นเศรษฐกิจไทยเดินมาไกลจากช่วงโควิด ทยอยกลับสู่ระดับศักยภาพ 3% ย้ำมาตรการดิจิทัลวอตเลตเป็นตัวเสริม ด้านนโยบายการเงิน มองดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี สอดคล้องกับเศรษฐกิจ-น้ำหนักปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำ-ด้านสูง รับส่งผ่านระบบแบงก์ 1.5-1.8% รับภาระหนี้เพิ่ม แต่มีมาตรการช่วยเหลือดูแล

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีทิศทางขยายตัวสมดุลขึ้นในปี 2567 และ 2568 จากอุปสงค์ในประเทศ การท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคการส่งออก

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง

โดยกนง.ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จากเดิม 2.8% เหลือ 2.4% และในปี 2567 อยู่ที่ 3.2% จาก 4.4% ทั้งนี้ หากรวมผลของโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล อัตราการขยายตัวในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.8% ลดลงจาก 4.4% ที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน

“หน้าตาการขยายตัว แม้ว่าภาคการส่งออกจะเป็นลบในปี 66 แต่ในปี 67 การส่งออกจะเป็นแรงส่ง รวมกับนักท่องเที่ยว และภาคบริการ จะสมดุลขึ้น และเป็น Safe of Growth แต่หากรวมผลดิจิทัลวอตเลตปี 67 อยู่ที่ 3.8% ลดลงจาก 4.4% เป็นการลดลงจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาน้อยกว่าประมาณการ 5 แสนคน จาก 35 ล้านคน เหลือ 34.5 ล้านคน และดิจิทัลวอตเลตเข้ามาช้ากว่าเดิม รวมถึงเม็ดเงินที่ลดลง”

ยันเศรษฐกิจฟื้นได้ ชี้ ดิจิทัลวอลเลตแค่ตัวเสริม

ทั้งนี้ หากมองเศรษฐกิจไปข้างหน้า จะเห็นว่าในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ในปี 2562-2563 ถึงปัจจุบัน ถือว่าเศรษฐกิจไทยเดินหน้ามาไกลพอสมควร คนเริ่มมีงานทำเพิ่มขึ้นเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 และในแง่ของรายได้ หรือจีดีพีกลับมาเทียบเท่าช่วงโควิด-19 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อได้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายจากที่เคยไปแตะสูงสุดเกือบ 8%

ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการเงิน-การคลัง และมาตรการทางการเงิน ทำให้เศรษฐกิจสามารถผ่านพ้นไปได้ และปัจจุบันอยู่ในช่วงทยอยฟื้นตัว และปูพื้นไปสู่การเติบโตระดับศักยภาพระยะยาว

ดังนั้น หากมองภาพนับจากโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปี ถือว่าภาพรวมเศรษฐกิจองค์รวมฟื้นตัวต่อเนื่อง และลักษณธการฟื้นตัวที่ก่อนหน้ามีความแตกต่างเริ่มกระจายดีขึ้นระดับหนึ่ง และในภาวะที่ทั่วโลกเจอภาวะช็อกจากเงินเฟ้อ จะเห็นว่าของไทยดีกว่าต่างประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อค้างนานในระดับ 4-5% ทำให้นโยบายการเงินไม่จำเป็นต้องกระชากแรงตามต่างประเทศ

“ปีนี้เศรษฐกิจอาจจะซอฟต์กว่าคาด แต่มองขยายตัวดีขึ้น และการส่งออกดีขึ้น เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ ส่วนมาตรการกระตุ้นภาครัฐตอนนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ แต่เศรษฐกิจอยู่ที่ 3% บวกลบ โดยในปี 67 เป็นการขยายตัวระดับใกล้ศักยภาพ และหากมีมาตรการกระตุ้นก็ช่วยเสริม แต่ในปี 68 มาตรการต่างๆ จะทยอยหมดลง”

คงดอกเบี้ย 2.50% เหมาะสม

สำหรับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปนั้น จะเห็นว่าคณะกรรมการฯ ได้มองเศรษฐกิจระยะข้างหน้า ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ระดับ 2.50% ต่อปี ถือว่าอยู่ในจุดสมดุลเหมาะสมกับศักยภาพ (Neutral Rate) และหากมองภายใต้สมมุติฐานยังสามารถรองรับเหตุการณ์ได้ระดับหนึ่ง และสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านต่ำและด้านสูง ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้

“ดอกเบี้ยในระดับดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับเศรษฐกิจ และรูปแบบการขยายตัวเศรษฐกิจ โดยน้ำหนักเงินเฟ้อกลับเข้ากรอบเป้าหมาย เสถียรภาพการเงิน จะเห็นว่าดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันมีส่วนไม่ให้หนี้สินโตเร็ว และดอกเบี้ยที่ขึ้นมาระดับ 2% ถือว่าต่ำกว่าประเทศพัฒนา และการส่งผ่านไม่สูงมาก ถือว่าอยู่ในโหมดกลับสู่สภาพปกติ จึงเป็นภาพการของการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 29 พ.ย.นี้”

ส่งผ่านดอกเบี้ย M Rate ระดับ 1.5-1.8%

สำหรับการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินนั้น จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ ธปท. คำนึงถึง ซึ่งจากการปรับอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ได้ส่งผ่านไปสู่อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) และอัตราดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดี (MRR) เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5-1.8% ต่อปี หรือราว 60-70% ซึ่งในแง่ของผลกระทบต่อลูกหนี้มีความแตกต่างพอสมควร ยอมรับว่าภาระโดยรวมเพิ่มขึ้นจริง แต่ก็มีมาตรการทางการเงินที่คอยดูแลเฉพาะจุดอยู่


ขณะที่ผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อนั้น มองว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังอยู่กับภาวะของธุรกิจ และสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย อย่างไรก็ดี หนี้ที่ด้อยขึ้นจะเป็นในส่วนของหนี้สินเชื่อรถยนต์ และธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก แต่ทั้งนี้ จะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์มีแผนการดูแลคุณภาพหนี้และสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด