7 เรื่องควรรู้ ก่อนลงทุนหุ้น IPO

ส่อง 7 เรื่องพิจารณา หุ้น IPO ในมุมมองนักวิเคราะห์

ส่อง 7 เรื่องพิจารณา หุ้น IPO ในมุมมองนักวิเคราะห์ สู่ผลตอบแทนการลงทุนที่ยั่งยืนบนปัจจัยพื้นฐาน เพื่อสร้างมูลค่าที่เหมาะสม

วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้เผยแพร่บทความวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ในการพิจารณาหุ้น IPO ว่า ช่วงที่ผ่านมาหุ้น IPO (Initial Public Offering : หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายครั้งแรกแก่ประชาชนทั่วไป) มักจะได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุนมาโดยตลอด เนื่องจากส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนที่ดีหากจองซื้อแล้วนำมาขายในวันแรกที่เข้าเทรดในตลาด

จากการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี 2563-7M66 พบว่า 90% ของจำนวนหุ้น IPO จะมีราคาเปิดเทรดวันแรกในตลาดหุ้น (SET หรือ mai) สูงกว่าราคาจองซื้อราว 30-40% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูง จูงใจต่อการลงทุนมากทีเดียว อย่างไรก็ตาม พบว่ามีไม่ถึง 50% ของจำนวนหุ้น IPO ที่ราคาปัจจุบันจะยังสามารถยืนหยัดให้ผลตอบแทนเป็นบวก และมีเพียงราว 20% ของจำนวนหุ้น IPO ที่ราคาปัจจุบันให้ผลตอบแทนสูงกว่าราคาเปิดเทรดวันแรก

โดยมองว่า การที่ราคาหุ้น IPO ส่วนใหญ่ปรับขึ้นร้อนแรงในการเทรดวันแรกนั้น มีสาเหตุหลักจากความไม่สมดุลกันระหว่างอุปสงค์และอุปทาน กล่าวคือ จำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายมักไม่เพียงพอต่อกระแสความต้องการของนักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อย อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าหลังเข้ามาเทรดในตลาดได้ในระยะนึงแล้ว เมื่อกระแสข่าวต่าง ๆ เกี่ยวกับบริษัทลดลง ราคาหุ้นจะเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวขึ้นลงไปตามผลการดำเนินงานหรือศักยภาพการเติบโตที่แท้จริงของแต่ละบริษัทเป็นหลัก

ดังนั้นในมุมมองของนักวิเคราะห์จึงพิจารณาหุ้น IPO โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานและมูลค่าที่เหมาะสมเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการประเมินทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณร่วมกันเพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ยั่งยืน โดยจะเริ่มศึกษาข้อมูลหุ้น IPO ผ่านหนังสือชี้ชวน เพื่อจะได้เข้าใจบริษัทใน 7 เรื่องสำคัญ ดังนี้

1.ภาพรวมการประกอบธุรกิจ

นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องเข้าใจเป็นอันดับแรกว่า บริษัทกำลังดำเนินธุรกิจอะไร อยู่ในอุตสาหกรรมใดและมีโอกาสเติบโตมากน้อยแค่ไหน กลุ่มลูกค้าเป็นใคร โครงสร้างรายได้และต้นทุนเป็นอย่างไร การแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงมากน้อยแค่ไหน คู่แข่งหลักของบริษัทคือใคร ตำแหน่งหรือส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมเป็นอย่างไรเพื่อจะได้ทราบถึงอำนาจต่อรองของบริษัทกับคู่ค้าหรือลูกค้า

ตัวอย่างเช่น หากเป็นบริษัททำธุรกิจขนส่งพัสดุ แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตดี หลังผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น แต่ด้วยภาวะการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการหลายรายและทยอยเพิ่มขึ้น เพราะเข้ามาในธุรกิจได้ง่าย ก็จะทำให้บริษัทอาจมีส่วนแบ่งตลาด อำนาจต่อรองกับลูกค้า และมีศักยภาพทำกำไรต่ำเพราะลูกค้ามีทางเลือกจำนวนมาก โอกาสเติบโตของผลการดำเนินงานก็จะน้อย

ในทางกลับกัน หากเป็นบริษัททำธุรกิจที่มีผู้ขายน้อยราย อาทิ พลังงาน, ค่ายมือถือ, ผลิตเครื่องบิน, สัมปทานทางด่วน ฯลฯ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก หรือต้องได้ใบอนุญาตทำธุรกิจ หรือต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน ก็จะทำให้บริษัทอาจมีส่วนแบ่งตลาด อำนาจต่อรองกับลูกค้า และมีศักยภาพทำกำไรสูง เพราะลูกค้ามีทางเลือกน้อย โอกาสเติบโตของผลการดำเนินงานก็จะสูง เป็นต้น

2.ปัจจัยเสี่ยง

ความเสี่ยงสำคัญหรือความท้าทายที่บริษัทอาจต้องเผชิญมีอะไรบ้าง และจะกระทบต่อผลการดำเนินงานในอนาคตมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งบริษัทมีการเตรียมรับมือหรือบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ ไว้มากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น หากเป็นบริษัททำธุรกิจนำเข้าหรือมีหนี้สกุลเงินต่างประเทศสูง นอกจากการบริหารความเสี่ยงแบบธรรมชาติ (Natural Hedge) แล้ว มีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน (Fx Hedging อาทิ Forward Contract, Fx Swap, Fx Options) ไว้มากน้อยแค่ไหน

เนื่องจากหากไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย เมื่อบาทอ่อนค่าแรงจะทำให้บริษัทมีต้นทุนนำเข้าสินค้าหรือมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย เพราะต้องใช้เงินบาทจ่ายซื้อสินค้าหรือชำระหนี้สกุลต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะกดดันศักยภาพทำกำไรและผลการดำเนินงานของบริษัทให้แย่กว่าที่คาดได้

ในทางกลับกัน หากเป็นบริษัททำธุรกิจส่งออกหรือธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อบาทอ่อนค่าแรงจะทำให้รายได้สกุลเงินต่างประเทศแลกเป็นเงินบาทได้เยอะขึ้น และมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อศักยภาพทำกำไรและผลการดำเนินงานของบริษัท เป็นต้น

3.สุขภาพทางการเงินย้อนหลัง

ตรวจสอบและพิจารณางบการเงินทั้งงบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสดย้อนหลังของบริษัท เพื่อเข้าใจถึงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานในอดีตว่าแข็งแกร่งและมีศักยภาพทำกำไรดีสม่ำเสมอหรือไม่ อัตราการเติบโตเป็นอย่างไร รวมทั้งวิเคราะห์อัตราส่วนการเงินที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ ความสามารถในการทำกำไร ความสามารถในการชำระหนี้ สภาพคล่องทางการเงิน ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ เป็นต้น

ทั้งนี้เราสามารถนำอัตราส่วนการเงินสำคัญไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อทำให้เข้าใจตำแหน่งหรือจุดแข็งจุดอ่อนทางการเงินของบริษัทได้ด้วย ตัวอย่างเช่น หากบริษัททำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งแม้รายได้ในอดีตจะมีการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง แต่จะต้องวิเคราะห์ถึงศักยภาพในการทำกำไรในช่วงที่ผ่านมาด้วย เช่น อัตรากำไรขั้นต้น, อัตรากำไรสุทธิ, ROE, ROA มีแนวโน้มทรงตัว ดีขึ้นหรือแย่ลง

รวมทั้งเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมด้วย โดยหากอัตราส่วนทางการเงินดังกล่าวแย่ลงหรือต่ำกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมมาก กำไรและกระแสเงินสดดำเนินงานมีความผันผวนสูงมากในแต่ละปี สภาพคล่องทางการเงินต่ำ อาจบ่งชี้ได้ว่าบริษัทมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการใช้สินทรัพย์ที่ไม่ดี ความน่าสนใจในการลงทุนของบริษัทก็จะน้อยลง

ในทางกลับกัน หากอัตราส่วนทางการเงินดังกล่าวดีขึ้นหรือสูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมมาก กำไรและกระแสเงินสดดำเนินงานมีความสม่ำเสมอในแต่ละปี สภาพคล่องทางการเงินสูง อาจบ่งชี้ได้ว่าบริษัทมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการใช้สินทรัพย์ที่ดี

4.วัตถุประสงค์การระดมทุน

วัตถุประสงค์การระดมทุนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่าบริษัทต้องการระดมทุนเพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ทำอะไร อาทิ เพื่อขยายกำลังการผลิตหรือกำลังการให้บริการ (ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคารใหม่) หรือเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ ๆ หรือเพื่อชำระคืนหนี้ หรือเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งจะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ถึงโอกาสเติบโตของผลการดำเนินงานในอนาคต

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแจ้งว่ามีวัตถุประสงค์การระดมทุนเพียงเพื่อนำเงินที่เสนอขาย IPO ไปใช้สำหรับชำระคืนหนี้เดิมเท่านั้น อาจทำให้ความน่าสนใจลงทุนน้อยลง เนื่องจากผลการดำเนินงานของบริษัทอาจจะปรับตัวดีขึ้นเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ จากการมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงหลังนำเงินทุนไปชำระคืนหนี้ ขณะที่โอกาสเติบโตของกำไรในระยะถัดไปอาจมีไม่มากนัก หากบริษัทไม่มีหรือขาดปัจจัยขับเคลื่อนอื่น ๆ

แต่หากบริษัทมีแผนนำเงินที่ระดมทุนไปใช้สำหรับขยายกำลังการผลิตหรือการให้บริการ พัฒนาโครงการใหม่ เพื่อรองรับแผนขยายตลาดหรือรองรับอุปสงค์ของสินค้าและบริการของบริษัทที่ขยายตัว ซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ก็จะทำให้บริษัทมีความน่าสนใจลงทุน เป็นต้น

5.ข้อมูลเสนอขายหุ้น IPO

มีสัดส่วนจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายเท่าใด และเสนอขายให้กับผู้ลงทุนกลุ่มไหนบ้าง (รายย่อย สถาบัน กรรมการและผู้มีอุปการคุณ) นอกจากนี้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการเสนอขาย IPO เพิ่มเติมไหม

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทมี Greenshoe Option ซึ่งเป็นการนำหุ้นของผู้บริหารมาขายให้เพิ่มเติมจากที่เสนอขาย IPO โดยมีเงื่อนไขที่ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriter) จะต้องไปซื้อหุ้นในตลาดมาคืนผู้บริหารภายใน 30 วัน ก็จะเป็นเครื่องมือช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นหลังเข้ามาซื้อขายในตลาดช่วงแรก

หรือปกติ ตลท.จะมีกำหนดช่วงเวลาห้ามขายหุ้น (Silent Period) สำหรับกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการบริหารงาน (Strategic Shareholders) ซึ่งจำนวนรวมกัน 55% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO จะถูกห้ามขายใน 1 ปี นับแต่วันแรกที่เข้าซื้อขายในตลาด โดยจะขายหุ้น 25% ของหุ้นที่ถูกห้ามขายได้เมื่อครบกำหนด 6 เดือนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริหารขายหุ้นทั้งหมดออกไปทันที ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

แต่อาจมีบางบริษัทที่กลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการบริหารงาน (Strategic Shareholders) พร้อมใจทำสัญญา Additional Lock-up มากกว่า 55% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO ก็ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และส่งผลดีต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทในอนาคต เป็นต้น

6.กลยุทธ์การเติบโตและนโยบายจ่ายปันผล

เพื่อให้การลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีแบบยั่งยืน เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงนโยบายหรือกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทว่าจะเป็นไปในทิศทางใด มีปัจจัยอะไรที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโต รวมทั้งบริษัทตั้งเป้างบฯลงทุนแต่ละปีเท่าไร และใช้สำหรับลงทุนด้านใด แหล่งเงินทุนที่ใช้จะมาจากที่ไหนบ้าง และในสัดส่วนเท่าไร

ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละ 10% โดยวางกลยุทธ์เพิ่มสินค้าหรือบริการใหม่ ขยายกำลังการผลิต ขยายตลาดหรือช่องทางจัดจำหน่าย เพื่อจะได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ขยายตัวหรือเจาะตลาดใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้ทราบและสามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการเติบโตของบริษัท เป็นต้น

อีกทั้งควรศึกษานโยบายการจ่ายเงินปันผล เพราะการลงทุนนอกจากจะได้รับผลตอบแทนในรูปส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gain) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการเติบโตของผลการดำเนินงานแล้ว ยังสามารถคาดหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลได้อีกด้วย ซึ่งปกติแต่ละบริษัทจะมีนโยบายเงินปันผลที่แตกต่างกัน

7.การกำกับดูแลกิจการ (ESG) และการประเมินมูลค่ากิจการ

การพิจารณาผลการดำเนินงานด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ของบริษัท เพื่อประกอบในการตัดสินใจลงทุนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกการลงทุน เพราะหากบริษัทจัดการด้าน ESG ไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงที่จะกระทบต่อผลการดำเนินงานและราคาหุ้นของบริษัทได้

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทไม่มีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยปล่อยมลพิษทางอากาศหรือมลพิษทางน้ำสูงกว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม นอกจากจะโดนลงโทษทางกฎหมายหรือต้องเสียค่าปรับที่สูงแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัทอีกด้วย

ในทางกลับกัน หากบริษัทมีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดี อาทิ มีเป้าหมายลดปล่อยก๊าซคาร์บอน เน้นใช้พลังงานสีเขียว หรือลดของเสียในกระบวนการผลิต

สุดท้ายที่ต้องวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุน คือ การประเมินมูลค่ากิจการซึ่งทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและข้อมูลที่มี ตัวอย่างเช่น เปรียบเทียบราคา IPO กับมูลค่าตามบัญชี (P/BV) หรือกำไรต่อหุ้น (P/E) ที่คาดการณ์ของบริษัท แล้วนำมาเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการกำหนดราคา IPO

เพราะบางครั้งบริษัทอาจตั้งราคาจองซื้อ IPO สูงเกินไป ทำให้นักลงทุนไม่มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี หรือประเมินมูลค่ากิจการเอง โดยนำค่า P/E, P/BV หรือ P/Sales ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม (หาข้อมูลได้จาก www.settrade.com) คูณกับ EPS, BVS หรือ Sales ที่คาดการณ์ของบริษัท หรือใช้วิธี DCF (เหมาะกับธุรกิจที่คาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคตได้) เมื่อได้มูลค่าที่เหมาะสมของกิจการแล้วนำไปเทียบกับราคา IPO ว่ามี Upside Gain หรือไม่ และอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุน


บทความอ้างอิงจาก https://www.setinvestnow.com