ปลดล็อกคำถามในใจ เก็บเงินไว้รักษาตัวเอง หรือซื้อประกันสุขภาพ ?
ประกันโควิด
บทความโดย "สุปาณี เกษมสัมพันธ์" นักวางแผนการเงิน CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
วันที่ 18 ธันวาคม 2566 อาจเป็นคำถามในใจใครหลายคนสำหรับการเลือกตัดสินใจระหว่าง 2 วิธีนี้ ว่าจะเก็บเงินสำรองไว้เพื่อรักษาตัวเอง หรือซื้อประกันสุขภาพ เพื่อโอนย้ายความเสี่ยง อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 วิธีนี้มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุผลประกอบดังนี้
การเก็บเงินไว้รักษาตนเอง
กรณีเก็บเงินไว้เพื่อรักษาตัวเอง ข้อแรกที่ควรคำนึงถึงคือ งบประมาณที่ต้องการเก็บของแต่ละคนคือเท่าไร บางคน 1 ล้านบาท รู้สึกเพียงพอ บางคนต้องมี 5 ล้านบาท หรือบางคนต้องมี 30 ล้านบาท ถึงจะอุ่นใจ และเพียงพอกับการรักษาที่ตัวเองต้องการ
ตัวอย่าง น.ส.เอ ต้องการเก็บเงินไว้เพื่อรักษาตนเอง 5 ล้านบาท ปัจจุบัน น.ส.เอ อายุ 35 ปี ทยอยเก็บเงินจนได้ครบ 5 ล้านบาท อายุ 45 ปี เกิดเหตุไม่คาดฝัน ตรวจพบมะเร็งเต้านม ระยะที่ 2 ต้องใช้ค่ารักษาพยาบาล เป็นค่าผ่าตัด 200,000 บาท เคมีบำบัด 445,788 บาท รังสีรักษา 200,000 บาท Target Therapy (ใช้ 1 ชนิด) 1,766,000 บาท รวมค่าใช้จ่าย 2,611,788 บาท
หลังจากใช้ไป ถ้า น.ส.เอ ต้องการเติมเงินค่ารักษาพยาบาลให้ครบ 5 ล้านบาท น.ส.เอ ต้องเริ่มทยอยเก็บเงินอีกครั้ง ซึ่งถ้าต่อมามีการรักษาซ้ำ หรือเป็นโรคร้ายแรงด้านอื่น 5 ล้านบาทที่เตรียมไว้อาจจะไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขายสินทรัพย์อื่นที่มีอยู่เพื่อมาดูแลรักษาตนเองในอนาคต
| ข้อดีของการเก็บเงินเพื่อรักษาตัวเอง | ข้อเสียของการเก็บเงินเพื่อรักษาตัวเอง |
| 1.สามารถนำเงินที่ยังไม่ต้องใช้ไปลงทุนก่อนเพื่อสร้างผลตอบแทน | 1.หากมีการใช้ค่ารักษาพยาบาล จะต้องมีการเริ่มเก็บเงินใหม่อีกครั้ง ซึ่งสุขภาพและระยะเวลาจะมีผลกับการเก็บเงิน ถ้าขณะนั้นสุขภาพไม่เอื้ออำนวยในการหารายได้ ต้องจำกัดการรักษาเท่าที่มีความสามารถจ่ายได้ในเวลานั้น ระยะเวลา ถ้ามีการเจ็บป่วยในช่วงใกล้เกษียณอายุและต้องเริ่มเก็บเงินใหม่ ต้องใช้การเก็บเงินจำนวนมาก เพื่อให้ทันกับระยะเวลาการเก็บเงินที่น้อยลง |
| 2.กรณีไม่ได้ใช้เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล เงินออมที่เก็บไว้อาจจะนำไปใช้เพื่อการเกษียณหรือแผนการเงินอื่น ๆ ในชีวิตได้ | 2.ไม่สามารถคาดการณ์จำนวนเงินสูงสุดที่ต้องเก็บออมได้ เพราะไม่สามารถกำหนดจำนวนครั้งที่ต้องรักษา และค่าใช้จ่ายต่อครั้งที่ต้องใช้ต่อการรักษาหนึ่งโรค |
| 3.ประกันสุขภาพบางแบบอาจจะไม่ได้ครอบคลุมการรักษาทั้งหมด เช่น การรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก, ทันตกรรม หรือการรักษาแพทย์ทางเลือก | 3. หากไม่สามารถออมเงินใหม่ได้ทัน ทางเลือกถัดไปคือ ต้องดึงเงินในสินทรัพย์ทางการเงินด้านอื่นมาใช้ การขายอย่างกะทันหันอาจทำให้ไม่ได้มูลค่าตามที่เคยคาดหวังไว้ได้ |
การซื้อประกันสุขภาพ
ปัจจุบันสัญญาประกันสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบค่ารักษาพยาบาลต่อการรักษาตัวหนึ่งครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี หรือค่ารักษาพยาบาลแบบวงเงินเหมาจ่ายต่อปี เริ่มต้นตั้งแต่ 200,000 บาท จนถึง 120 ล้านบาทต่อปี การเลือกแผนใดจะอยู่ที่การวางแผนการรักษาในโรงพยาบาลที่มีค่ารักษาอยู่ในระดับใด ความสามารถในการชำระเบี้ยต่อปี และจำนวนปีที่ต้องการได้รับความคุ้มครอง ปัจจุบันคุ้มครองสูงสุดอยู่ที่ 99 ปี
ตัวอย่าง ถ้า น.ส.เอ อายุ 35 ปี มีความประสงค์ทำประกันสุขภาพ ณ ปัจจุบันจนถึงอายุ 99 ปี ค่าเบี้ยประกันรวมทั้งสัญญาคือ 7,658,800 บาท ถ้าเกิดเหตุต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลตามตัวอย่างข้างต้นจะครอบคลุมวงเงินค่ารักษา และในปีต่อไปวงเงินก็จะกลับมาเต็มใหม่ที่ 5 ล้านบาทเสมอทุกปี ทำให้วางแผนค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลได้
จากตัวอย่างถ้า น.ส.เอ ทำประกันสุขภาพวงเงิน 5 ล้านบาทต่อปี ตรวจพบมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลรักษาพยาบาลได้ดังนี้
| สิทธิประกัน | ทำประกันสุขภาพวงเงิน 5 ล้านบาท/ปี | ใช้สิทธิประกันสังคม | ใช้สิทธิบัตรทอง |
| ค่าผ่าตัด 200,000 บาท | อยู่ในวงเงินค่ารักษา | อยู่ในสิทธิประกันสังคม | อยู่ในสิทธิบัตรทอง |
| เคมีบำบัด 445,788 บาท | อยู่ในวงเงินค่ารักษา | มะเร็งเต้านม อยู่ในมะเร็ง 20 ชนิด (3)สามารถการรักษาตามแนวทางที่กำหนด (Protocol) ได้ ใช้กับ ร.พ.ที่มีสิทธิประกันสังคม ยาเคมีบำบัด รังสีรักษา หรือ Target Therapy อยู่ในรายการยาที่สามารถใช้สิทธิได้ | สามารถใช้สิทธิตาม ร.พ.ที่ระบุในบัตรทอง หรือ เข้าโครงการ Cancer Anywhere มะเร็งรักษาได้ทุกที่ ใช้ยาเคมีบำบัด รังสีบำบัด
หรือ Target Therapy อยู่ในรายการยาที่สามารถใช้สิทธิได้ |
| รังสีรักษา 200,000 บาท | อยู่ในวงเงินค่ารักษา | ||
| Target Therapy (ใช้ 1 ชนิด) 1,766,000 บาท | อยู่ในวงเงินค่ารักษา |
| ข้อดีของการซื้อประกันสุขภาพ | ข้อเสียของการซื้อประกันสุขภาพ |
| 1.วางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละปีได้ ทราบจำนวนเงินที่จ่ายได้แน่นอน | 1.เงินที่นำมาซื้อประกันสุขภาพ อาจเสียโอกาสในการนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุน |
| 2.ลดภาระค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉินของครอบครัว | 2.ผู้ทำประกันต้องสุขภาพแข็งแรงดี ถ้ามีโรคประจำตัวอาจจะถูกเว้นโรคที่เป็นมาก่อนการทำประกัน ปฏิเสธการรับประกันหรือเลื่อนการรับประกัน |
| 3.สบายใจ และอุ่นใจในการรักษา ได้รับการรักษาที่รวดเร็วและทันท่วงที | 3.อายุผู้ทำประกัน มีผลต่อเบี้ยประกัน และแบบประกันสุขภาพ เช่น ถ้าเริ่มทำประกันตั้งแต่อายุน้อย จะวางแผนประกันสุขภาพได้หลากหลายกว่า ผู้ที่เริ่มมาประกันสุขภาพตอนอายุมากแล้ว อาจจะจำกัดแผนและแบบประกันที่สามารถทำได้ |
| 4.มีทางเลือกในการรักษา และสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยได้
|
4.การทำประกันสุขภาพ จะมีระยะเวลาในการรอคอยหลังจากกรมธรรม์อนุมัติ ไม่สามารถใช้ได้ทันที ไม่เหมือนประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองทันทีตั้งแต่กรมธรรม์อนุมัติ |
การเก็บเงินสำรองไว้เพื่อรักษาตัวเอง หรือ ซื้อประกันสุขภาพนั้น จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันตามที่กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม การวางแผนประกันสุขภาพเป็นหนึ่งในการวางแผนทางการเงิน เพราะจะทราบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นและวางแผนในการเก็บเงินได้
การจัดสรรเงินเพื่อแผนประกันสุขภาพควรอยู่ในงบประมาณที่เหมาะสม เพียงพอกับการรักษาแบบที่เราต้องการ และคำนึงถึงเบี้ยประกันที่มีการปรับเพิ่มตามอายุ หนึ่งแผนการเงินที่สำเร็จจะสามารถต่อยอดไปยังแผนการวางแผนทางการเงินด้านอื่น ๆ ได้