ดอกเบี้ย-Digital Wallet วัดใจรัฐบาล

เงินดิจิทัล

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส วิเคราะห์ภาพ “ดอกเบี้ย-Digital Wallet” จุดวัดใจรัฐบาล หลังกฤษฎีกาให้ความเห็นเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงินแล้ว พร้อมหาหุ้นเก็งกำไร รับกระแสหุ้นต่างประเทศฟื้น

วันที่ 9 มกราคม 2567 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า กฤษฎีกาให้ความเห็นเรื่องการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน กลับมายังรัฐบาล โดยเห็นว่ารัฐบาลมีอำนาจทำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย

กล่าวคือ การกู้เงินดังกล่าว ต้องทำในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้วิกฤตของประเทศ และการใช้เงินตามแผนงานต้องมีความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ-สังคม หลังจากนี้รัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้า Digital Wallet หรือไม่ ต้องรอติดตาม

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งในมุมของรัฐบาล เห็นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ซึ่งในมุมนี้เรามองว่าเป็นการเห็นภาพเศรษฐกิจไทยที่ต่างกัน ระหว่างมุมของผู้ที่ขับเคลื่อนนโยบายการเงิน กับผู้ที่ขับเคลื่อนนโยบายการคลัง ทั้งนี้หากมุมที่ออกมาสวนทางกัน ก็จะทำให้การเดินนโยบายต่าง ๆ มีประสิทธิผลที่ลดลง

กรณีนี้ก็คงต้องรอดูท่าทีของรัฐบาลต่อไป สำหรับปัจจัยในต่างประเทศ ความสนใจอยู่ที่ราคาน้ำมันที่ปรับฐานลง ประเมินว่าทิศทางของ SET Index วันนี้อาจจะผันผวนอยู่ในกรอบแคบ รอความชัดเจนของเรื่องที่สำคัญต่าง ๆ ประเมินกรอบ 1,415-1,428 จุด สำหรับหุ้น Top Pick เลือก CRC, SJWD และ TISCO

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อซักถามของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับ พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ Digital Wallet กลับมาแล้ว โดยทางกฤษฎีกาบอกว่า สามารถทำได้ตามอำนาจของคณะรัฐมนตรี แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง

ทั้งนี้ กฤษฎีกาได้ตั้งข้อสังเกตใน 3 ประเด็น ที่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ได้แก่ 1.มาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่ระบุว่า การกู้เงินเพิ่มเติมต้องเกิดสถานการณ์วิกฤต หรือต้องใช้กรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น

2.มาตรา 57 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่ระบุว่า การกู้เงินเพิ่มเติมจะกระทำ ได้แต่เฉพาะเพื่อใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคม 3.ต้องมีการเปิดรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน ซึ่งรัฐบาลต้องกลับมาดูว่า จะต้องทำกลไกเพิ่มเติมอย่างไร เช่น ต้องรับความคิดเห็นจากประชาชนหรือส่วนงานอื่น ๆ เพิ่มเติมหรือไม่

ความเห็นกฤษฎีกาเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงินแล้ว รอดูท่าทีรัฐบาล เดินต่อ Digital Wallet ?

ซึ่งทาง รมช.คลัง ระบุว่า จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการและรัฐบาล ในการหาคำตอบและรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อชี้แจงต่อสังคมให้ครบถ้วน รวมไปถึงเป็นหน้าที่ของส่วนงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นไปตามกรอบของกฎหมายหรือไม่

โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบาย Digital Wallet โดยนำข้อสังเกตของกฤษฎีกามาพิจารณากันต่อไป เพื่อเดินหน้านโยบายให้ทันตามกรอบไทม์ไลน์เดิม คือช่วงเดือน พ.ค. 67

ฝ่ายวิจัยคาดว่าหากนโยบายดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นจริง คาดสร้างความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากช่วงต้นปีมีมาตรการ Easy E-Receipt คาดหนุนให้ GDP Growth ปีนี้จะโตราว 3.2-3.7% ดังที่หลายสำนักเศรษฐกิจประเมินไว้ ซึ่งหากพิจารณาในมุมของกลุ่มอุตสาหกรรม ที่คาดจะได้ประโยชน์จากนโยบาย ดังกล่าว คือ

  • กลุ่มท่องเที่ยว : CENTEL, ERW, MINT
  • กลุ่มอุปโภคบริโภค : CPN, CPAXT, HMPRO, ADVANC, COM7, CRC CPALL, BJC, CBG, OSP, JMART, COM7, DCC, M, AU, SCGP-3
  • กลุ่มคาดหวังเศรษฐกิจฟื้น : KBANK, BBL, TISCO, TIDLOR, MTC, SAWAD, KTC, AEONTS, BAM

“สรุป หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการ Digital Wallet คาดว่าน่าจะสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับหุ้นในกลุ่ม PKG, FIN, BANK, COMM, ICT เป็นต้น ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งจากนโยบายภาครัฐ และฟันด์โฟลว์ที่ทยอยไหลเข้า”

ดอกเบี้ยไทยสูงเกินไป ?

ดอกเบี้ยไทยนโยบายไทย ในปัจจุบันที่ 2.5% นับเป็นสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี ท่ามกลางเงินเฟ้อไทยหดตัว 3 เดือนติดต่อกัน (ต.ค-ธ.ค. 66) ทำให้มีกระแสออกมาจากภาครัฐบาล โดยเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากมองว่าดอกเบี้ยที่ขึ้นมาเร็วและแรงในช่วงที่ผ่านมา เป็นการสร้างแรงกดดันให้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่เติบโต ประเด็นการปรับลดดอกเบี้ย กดดันให้เงินบาทวานนี้อ่อนค่าลงกว่า 0.87% ทะลุ 35 บาท/ดอลลาร์อีกครั้ง ซึ่งหากนับตั้งแต่ต้นปีเงินบาทถือว่าอ่อนค่ามากสุดในภูมิภาค

สำหรับแง่มุมเรื่องทิศทางดอกเบี้ย ตลอดจนผลที่จะเกิดขึ้นต่อภาพรวมเศรษฐกิจ พอประเมินได้ดังนี้

การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่สวนทางกัน โดย ธปท.มีมุมมองในเชิงบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้ดอกเบี้ย 2.5% ถือเป็นระดับที่เหมาะสม (Neutral Rate) ขณะที่ภาครัฐมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้น้อยลง โดย GDP Growth ของไทยในไตรมาส 3/66 ขยายตัวเพียง 1.9% YOY และทั้งปี 2566 คาดว่าจะโตเฉลี่ยราว 2.5% (ประเมินจากหลายสำนักเศรษฐกิจ) ซึ่งข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นว่าตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 1 ไตรมาส ก่อน กนง.ปรับลดดอกเบี้ย มักจะส่งสัญญาณชะลอตัวลง เฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกและการลงทุน

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยล่าสุดอยู่ในระดับสูงกว่า 3.33% ซึ่งเมื่อย้อนไปดูข้อมูลในอดีตจะเป็นได้ว่า ในช่วงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของ “ไทย” สูงกว่า “สหรัฐ” มักตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยหลังจากนั้นราว 3-12 เดือน

“สรุป กระแสเงินบาทที่อ่อนค่าอาจจะเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันให้ตลาดหุ้นผันผวนในช่วงสั้น ๆ จากแรงขายของต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในบ้านเราหากเกิดขึ้นจริง เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไปได้ และน่าจะทำให้หนุนเม็ดเงินไหลเข้าไทยมากขึ้นในระยะต่อไป”

หาหุ้นเก็งกำไร รับกระแสหุ้นต่างประเทศฟื้น

ตลาดหุ้นโลกวานนี้ปรับตัวขึ้นมาเด่น โดยเฉพาะหุ้นเทค อาทิ NVDA +6%, AMD +5% หนุนดัชนี Nasdaq +2.2% พร้อมกับ Bond Yield 10 ปีสหรัฐ ที่พลิกกลับมาย่อตัวลงจาก 4.06% เหลือ 4.01% ดีต่อหุ้นกลุ่มการเงิน และหุ้นเทคไทย

ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบโลก WTI ปรับตัวลดลง 4% ภายในวันเดียว จากแรงกดดันอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยแหล่งข่าวจาก Reuters สำรวจกำลังการผลิตกลุ่ม OPEC เดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้น 7 หมื่นบาร์เรล/วัน รวมถึงความกังวลอุปสงค์น้ำมันที่ลดลงจากความกังวลเศรษฐกิจเอเชียชะลอตัว ทำให้ Saudi Aramco ลดราคาน้ำมัน ส่งมอบเดือน ก.พ. ในฝั่งเอเชียหลายชนิดลง 2 เหรียญ/บาร์เรล กดดันให้ราคา Arab Light ลดลงมาต่ำสุดในรอบ 27 เดือน หนุนหุ้น Anticommodity ฟื้น

ทั้ง 2 เหตุการณ์น่าจะช่วงหนุนกลุ่มหุ้นไทยที่ย่อตัวแรงให้ฟื้นกลับขึ้นมา อาทิ กลุ่ม ETRON -3.9% YTD และ PETRO -3% YTD

กลยุทธ์แนะนำหุ้นราคาย่อตัวลงมา แต่ได้บรรยากาศจากปัจจัยภายนอกหนุนช่วงสั้น คาดหวังมีโอกาสพลิกกลับมา Outperform ของ SET Index ในช่วงสั้น ๆ ได้ดังนี้

  •  หุ้นเทคไทย มีโอกาสฟื้นแรงตามเทคโลก อาทิ HANA, KCE, DELTA, BE8, BBIK, INET, INSET
  •  หุ้นได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง TIDLOR, MTC, SAWAD, JMT
  •  หุ้นได้ Sentiment ต้นทุนพลังงานถูกลง TOP, SPRC, IRPC, PTTGC, BGRIM, GPS