บล.กสิกรไทย ชี้แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ยังต้องฝ่าอีกหลายด่าน

บลกสิกรไทย เงินดิจิทัล

บล.กสิกรไทย ชี้โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท แม้ผ่านกฤษฎีกาแล้ว ยังต้องฝ่าด่านด้านกระบวนการกฎหมายอีกหลายด่าน ทั้งรัฐสภา-ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้หากผ่านได้ช่วยหนุน GDP-ตลาดหุ้น

วันที่ 14 มกราคม 2567 บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS วิเคราะห์โครงการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความออกมาแล้ว ว่าโครงการดิจิทัลวอลเลตยังต้องผ่านกระบวนการในรัฐสภา และการออกกฎหมายกู้เงินจะต้องเป็นไปตาม  พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53 และ มาตรา 57 ซึ่งรวมถึงการกำหนดวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมในการกู้ยืม ระยะเวลาคืนทุนที่สมเหตุสมผล และความคุ้มค่าของโครงการ

โดยมาตรการอัดฉีดทางการคลังขนาดใหญ่ โครงการดิจิทัลวอลเลตจะแจกเงินดิจิทัลคนละ 10,000 บาทแก่ประชาชนประมาณ 50 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 5 แสนล้านบาทผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” โดยการให้เงินดิจิทัลจำนวน 10,000 บาทจะจำกัดเฉพาะผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปที่มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 70,000 บาท หรือมีเงินในบัญชีธนาคารน้อยกว่า 500,000 บาท

ในด้านความครอบคลุมของนโยบายที่กว้าง เงินดิจิทัลสามารถนำมาใช้จ่ายในเขตทะเบียนบ้านของผู้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งเพิ่มเติมจากนโยบายแรกที่ภายในรัศมี 4 กม. ธุรกิจที่มีสิทธิภายใต้โครงการรูปแบบใหม่ ได้แก่ ผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการและเงินดิจิทัลสามารถใช้ได้ภายใน 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม เงินดิจิทัลจะถูกหมุนเวียนในระบบจนถึงเดือน เม.ย. 2570 เนื่องจากธุรกิจที่จดทะเบียนในระบบภาษีเท่านั้นที่สามารถแปลงเงินดิจิทัลเป็นเงินสด ระยะเวลาดังกล่าวคาดว่าจะนานพอช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจขนาดเล็กในการใช้จ่ายเงินดิจิทัลเมื่อได้รับมา

ทั้งนี้ บล.กสิกรไทยประเมินแนวโน้มดีขึ้น แต่มีแรงกดดันในระยะสั้นจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ แม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเห็นชอบกับโครงการดิจิทัลวอลเลต แต่ บล.กสิกรไทยมองว่ายังมีความท้าทายในกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงการลงมติคะแนนเสียงเห็นชอบในสภาและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากโครงการนี้สามารถผ่านกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดได้

บล.กสิกรไทยมองจะเป็นบวกต่อการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยในตลาดจากปัจจุบันอยู่ในกรอบ 3.0-3.5% เป็น 3.5-4.0% รวมถึงประมาณการ market EPS มีแนวโน้มที่จะได้รับแรงหนุนและกระตุ้นให้เกิดแนวโน้มเชิงบวกต่อ SET Index

อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจตอบสนองเชิงลบต่อความกังวลในระยะสั้นบนประเด็นหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากการปรับลดระดับเครดิตของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับตัวสูงขึ้น และมีแรงกดดันต่อเงินบาททำให้อ่อนค่าลง

แต่จากมุมมองสิ้นปี เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีจะอยู่ที่ 2.8% หากไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเลต และเพิ่มได้ถึง 3.2% หากมีโครงการดิจิทัลวอลเลต และมีการกู้โดยการออกอุปทานพันธบัตรใหม่เพิ่มขึ้น 5.0 แสนล้านบาท

ในขณะเดียวกัน อัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นเป็น 34 ดอลลาร์สหรัฐ/บาท จากการฟื้นตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยว เราเชื่อว่าโครงการดิจิทัลวอลเลตไม่น่าจะเป็นปัญหาที่ต้องกังวล และหนี้สาธารณะต่อ GDP คาดว่าจะอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ 70% หากโครงการดังกล่าวสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3% ได้ในปีนี้

นอกจากนี้ บล.กสิกรไทยเชื่อว่ากลุ่มค้าปลีกจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากโครงการดิจิทัลวอลเลต โดยเฉพาะ CPALL, CRC และ COM7 โดย CPALL มีความได้เปรียบ เนื่องจากมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ เจาะตลาดเข้าถึงระดับรากหญ้า ด้าน CRC จะได้ประโยชน์จากมูลค่าการใช้จ่ายที่มากขึ้นและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ในขณะที่ COM7 จะได้ประโยชน์จากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน