ธนาคารไทยเครดิต เตรียมเสนอขายหุ้น IPO สัดส่วนไม่เกิน 28.2%

ธนาคารไทยเครดิต

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศเดินหน้าเสนอขายหุ้นไอพีโอ “CREDIT” ในปีนี้ ในสัดส่วน 28.2% พร้อมเตรียมกางแผนข้อมูลและโชว์ศักยภาพในงาน IPO Public Roadshow ภายในเดือนมกราคมนี้ ด้านผลงานงวด 9 เดือนแรกปี 2566 มีพอร์ตแตะระดับ 1.38 แสนล้านบาท

วันที่ 17 มกราคม 2567 นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2567 ธนาคารพร้อมเดินหน้าขยายการเติบโตตามแผนเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) หรือ “CREDIT” ด้วยจำนวนหุ้นที่คาดว่าจะเสนอขายทั้งหมด (รวมหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกและเสนอขายโดยธนาคาร และหุ้นสามัญที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม) ไม่เกิน 347,029,122 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 28.2% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของธนาคาร

วิญญู ไชยวรรณ
วิญญู ไชยวรรณ

ภายหลังการทำ IPO โดยเตรียมจัดงานนำเสนอข้อมูลการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO Public Roadshow) ภายในเดือนมกราคมนี้

ตอกย้ำการเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เสนอขายหุ้น IPO ในรอบ 10 ปี และมีจุดเด่นด้วยบริการไมโครไฟแนนซ์ที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าหลากหลายขนาดและประเภทธุรกิจ รวมถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รัดกุม สะท้อนให้เห็นได้จากเงินให้สินเชื่อมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานงวด 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยสะสมระหว่างปี 2563-2565 (CAGR) ของเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ของธนาคารอยู่ที่ 33.0% ต่อปี และ ณ งวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2566 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ของธนาคารจำนวน 138,435.1 ล้านบาท

โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตในทุกกลุ่มสินเชื่อหลักของธนาคารและมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสำหรับปี 2565 และสำหรับ 12 เดือนย้อนหลังนับจากวันที่ 30 กันยายน 2566 เท่ากับ 18.9% และ 21.8% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้รับรางวัลธนาคารเพื่อรายย่อยที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย (Fastest Growing Retail Bank in Thailand) เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2562) จาก Global Banking & Finance Review ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินและธุรกิจจากสหราชอาณาจักร

สำหรับวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุนของธนาคารเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ รวมทั้งนำไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) และโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Security and Infrastructure)


ภายใต้สมมุติฐานว่าจะไม่มีการใช้สิทธิในการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของธนาคารตามใบสำคัญแสดงสิทธิซึ่งออกให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร (Management Stock Option หรือ MSOP)