คลังไร้ข้อสรุปแก้สินมั่นคง ลุ้นทางออกยื่น “แผนฟื้นฟู” รอบใหม่

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

คลังมึนแก้ปัญหา “สินมั่นคงประกันภัย” ยื้อเซ็นเพิกถอนไลเซนส์ ถกภาคธุรกิจประกันหาทางออก “อดีตนายกประกันวินาศภัย” ชี้ถึงปล่อยล้มละลาย ก็ต้องเพิกถอนใบอนุญาต สุดท้ายกองทุนประกันรับภาระอยู่ดี แนะ 2 แนวทางแก้ปัญหาสภาพคล่องกองทุน ลุ้นทางออกสุดท้ายดัน “สินมั่นคงฯ” ขอฟื้นฟูกิจการอีกรอบ-ปรับแผนจ่ายคืนหนี้เป็นเงินสดมากขึ้น

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปการแก้ปัญหากรณี บมจ.สินมั่นคงประกันภัย และกองทุนประกันวินาศภัยไทย โดยที่ผ่านมา ได้หารือกับหลายฝ่าย ล่าสุด มีการประชุมร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาค่อนข้างยาก ซึ่งไม่ได้กำหนดเป็นไทม์ไลน์ว่าจะต้องจบเมื่อไหร่ แต่ก็ต้องพยายามเร่งหาข้อสรุป

“เรื่องนี้ ก็มีความคืบหน้าอยู่ คุยกับสมาคมแล้ว แต่ยังไม่จบ ยอมรับว่าค่อนข้างยาก เพราะถ้าจะเพิกถอนใบอนุญาตแล้วไปเป็นภาระกองทุนเพิ่มเติม กองทุนก็รับไม่ไหว แต่จะปล่อยล้มละลายก็ไม่ได้อีก” นายจุลพันธ์กล่าว

กองทุนประกันเข้าข่ายล้มละลาย

นายอานนท์ วังวสุ ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย และอดีตนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องยอมรับว่าตอนที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ดำเนินการสั่งปิด 4 บริษัทประกัน ขาดทุนจ่ายเคลมประกันภัยโควิด (เอเชียประกันภัย 1950, เดอะวันประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย, ไทยประกันภัย) ตอนนั้นกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) มีเงินในมือ 6,000 ล้านบาท ขณะที่มีภาระหนี้ 60,000 ล้านบาท ซึ่งตามหลักการแล้ว เมื่อมี “หนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน” ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ต้องล้มละลายแล้ว ต้องหยุดจ่ายหนี้ 100% เพื่อมาเฉลี่ยใหม่เหมือนการจัดหนี้ แต่กองทุนก็ไม่ได้ทำ

“ที่ผ่านมากองทุนไม่ได้ดำเนินการในลักษณะนั้นเลย แต่ดำเนินการจ่ายหนี้ 100% ตามคิวปกติ จนกระทั่งปัจจุบันเงินสภาพคล่องในมือเหลือไม่กี่ร้อยล้านบาท แต่ยังมีหนี้ค้างจ่ายสูงถึง 51,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมหนี้ของสินมั่นคงประกันภัยอีก 3 หมื่นล้านบาท แล้วตอนนี้กองทุนก็จ่ายคืนหนี้ได้เท่าที่บริษัทประกันวินาศภัยจ่ายเงินสมทบเข้ามาให้ปีละ 1,300 ล้านบาทเท่านั้น”

เกือบ 1 ล้านคน ยังไม่ได้เงินคืน

นายอานนท์กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้มีการเรียกภาคธุรกิจประกันภัยเข้าไปร่วมพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งมีความยากอยู่มาก เพราะกองทุนจะไปขอกู้เแบงก์ก็ยาก ไม่มีใครกล้าปล่อยกู้ ขณะที่รัฐบาลจะค้ำประกันก็ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นหนี้สาธารณะ

ส่วนฝั่งเจ้าหนี้ผู้เอาประกันภัยโควิดของสินมั่นคงฯ ก็ไม่โหวตอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการ เพราะเห็นแล้วว่าหากสินมั่นคงฯถูกเพิกถอนใบอนุญาต จะได้รับเงินคืนจากกองทุน 100%

“ตอนนี้คนยังไม่ได้เงินคืนเกือบ 1 ล้านคน จาก 4 บริษัทปิดตัวไปเกือบ 7 แสนราย รวมถึงเจ้าหนี้สินมั่นคงประกันภัยอีก 3 แสนราย”

ชง 2 แนวทางแก้ปัญหา

นายอานนท์กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอทางออก 2 แนวทาง คือ 1.แก้กฎหมายโดยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อปรับเงินสมทบบริษัทประกันต้องใส่เข้ากองทุน จากระดับ 0.5% ต่อปี ขยับเป็น 1% ต่อปี ซึ่งจะทำให้กองทุนมีเงินสมทบเข้ามาปีละ 2,600-2,700 ล้านบาท จากปัจจุบันมีเงินสมทบเข้าประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้ใช้เวลาคืนหนี้เหลือ 30-40 ปี ลดจากเดิมที่นานถึง 60-80 ปี แต่กรณีนี้จะทำได้ ก็ต่อเมื่อภาคธุรกิจประกันไม่คัดค้าน

จากนั้นกองทุนต้องเจรจากับเจ้าหนี้ ขอผ่อนชำระคืนปีละ 2.5% ของมูลหนี้ เช่น หนี้ 100,000 บาท จ่ายคืนปีละ 2,500 บาท เป็นต้น ซึ่งรอประมาณ 40 ปี ถึงจะได้เงินครบ 100% ในกรณีรัฐบาลไม่เข้ามาช่วย ปล่อยกองทุนจัดการเอง

ผุดไอเดียตั้ง “กองทุน”

2.กองทุนต้องหารือสมาคมประกันวินาศภัยไทยหรือรัฐบาล จัดตั้ง “กองทุนเสริมสภาพคล่องบริษัทประกันภัยล้ม” เพื่อมาระดมทุนโดยการออกตราสารทางการเงิน ขายให้กับบริษัทประกันวินาศภัย บริษัทประกันชีวิต และสำนักงาน คปภ.

“เรื่องปัญหาทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น เอกชนผิดส่วนหนึ่ง และรัฐบาลเองก็ผิดส่วนหนึ่งที่เข้ามาแทรกแซง ในช่วงที่เกิดโรคระบาดที่ออกประกาศห้ามบริษัทยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งทำให้ความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตอนนี้สำนักงาน คปภ. มีเงินอยู่ 7,000-8,000 ล้านบาท ก็มองว่าจะต้องเข้ามาช่วยซื้อตราสารทางการเงินตรงนี้ด้วย”

โดยกองทุนที่จัดตั้งขึ้นจะรับซื้อหนี้กับ กปว. แต่มีเงื่อนไขจะจ่ายคืนหนี้ก้อนเดียวเลยในสัดส่วน 20% ของมูลหนี้ทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหนี้ไม่ต้องรอผ่อนชำระคืนปีละ 2.5% เป็นเวลา 40 ปี

“สมมุติเจ้าหนี้เลือกออปชั่นที่ 2 รับเงินคืนก้อนเดียว 20% ทั้งหมด 100% กองทุนที่จัดตั้งขึ้นก็จะระดมทุนด้วยเงินประมาณ 16,000 ล้านบาท (คำนวณจากมูลหนี้ 8 หมื่นล้านบาท) แต่ถ้าเจ้าหนี้เลือกแค่ 50% ก็จะระดมทุนแค่ 8,000 ล้านบาทเท่านั้น และกองทุนนี้ก็ไปรับชำระหนี้คืนจาก กปว. แต่ไม่ใช่รับ 100% เลย เช่น อาจคิดดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี โดยกองทุนประกันวินาศภัยนำเงินมาผ่อนชำระคืน รวมเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่ง กปว.ก็จะตั้งตัวได้เร็ว นี่คือการแก้ปัญหาที่มองไว้ว่าทำได้”

นายอานนท์กล่าวอีกว่า เข้าใจว่าการพูดคุยระหว่างคณะกรรมการสมาคมประกันวินาศภัยไทยและกระทรวงการคลัง มีแนวทางคล้ายคลึงกัน แต่อาจไม่เหมือนที่เสนอทั้งหมด 100% โดยภาคธุรกิจก็มองว่าควรจะลดเงินสมทบที่นำส่งเข้าสำนักงาน คปภ. หรือเงินจ่าย พ.ร.บ.เข้ากองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ฯลฯ ซึ่งตอนนี้มีเงินสภาพคล่องเหลืออยู่พอสมควร

แนะ “สินมั่นคง” ยื่นแผนฟื้นฟูใหม่

อดีตนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยกล่าวอีกว่า สุดท้าย หาก 2 แนวทางข้างต้นไม่มีหน่วยงานใดต้องการ มองว่าสินมั่นคงประกันภัย ก็ยังสามารถจะยื่นขอแก้แผนฟื้นฟูกิจการใหม่ได้ ภายในเวลา 6 เดือน โดยอาจปรับแผนการจ่ายหนี้เป็นเงินสดให้มากขึ้นกว่าเดิมที่จ่าย 15% และทางการก็อย่าเพิ่งไปเพิกถอนใบอนุญาต เนื่องจากเดิมที่เจ้าหนี้ไม่โหวตอนุมัติแผนฟื้นฟู เพราะหวังจะได้เงินจากกองทุน 100% ซึ่งรอแค่ 3-5 ปี แต่ตอนนี้อาจต้องรอ 40 ปี และถ้าจะได้คืนหนี้ก้อนเดียวก็จะได้แค่สัดส่วน 20% ซึ่งหากแผนฟื้นฟูใหม่ผ่านกองทุนก็จะลดภาระหนี้ตรงนี้ไปได้ 3 หมื่นล้านบาท


“จะปล่อยให้บริษัทสินมั่นคงประกันภัยล้มละลายไปเองก็ได้ แต่ด้วยกลไกของกฎหมายประกันวินาศภัย ในกระบวนการก่อนการล้มละลาย จะต้องมีการเพิกถอนใบอนุญาตก่อนเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัย และให้กองทุนประกันวินาศภัยเข้าไปเป็นผู้ชำระบัญชี ซึ่งตอนนี้สภาพของบริษัทสินมั่นคงประกันภัยเหมือนเป็นการปิดชั่วคราวไปแล้ว ถ้าไม่เพิกถอน ก็ประกาศแนวทางให้ชัดเจนว่าจะให้โอกาสบริษัทสินมั่นคงประกันภัยปรับแผนใหม่”