เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด ตลาดจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร

ดอลลาร์

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 29 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (29/1) ที่ระดับ 35.52/53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/1) ที่ระดับ 35.62/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผย ได้แก่ การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้น 0.7% ในเดือน ธ.ค. จากระดับ 0.4% ในเดือน พ.ย. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.4% และรายได้ส่วนบุคคลปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน ธ.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือน พ.ย. ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

นอกจากนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sale) ปรับตัวขึ้น 8.3% ในเดือน ธ.ค เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้นเพียง 1.5% โดยได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการจำนองที่ปรับตัวลงและราคาบ้านที่มีเสถียรภาพ ในช่วงกลางสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนหลังจากสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า

ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานในเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 101,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 9.026 ล้านตำแหน่ง สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 8.750 ล้านตำแหน่ง รวมถึงผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 114.8 ในเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2564 จากระดับ 108.0 ในเดือน ธ.ค. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 115.0 ในคืนวันพุธ (31/1) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 5.25-5.50% ในการประชุม ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันครั้งที่ 4 และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

อย่างไรก็ดี เฟดส่งสัญญาณว่ายังไม่มีแผนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย โดยเฟดระบุในแถลงการณ์ว่า “คณะกรรมการ FOMC มองว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะยังไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น จนกว่าจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวสู่ระดับ 2% อย่างยั่งยืน” ทางด้านนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ได้กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า

คณะกรรมการ FOMC เชื่อมั่นว่า เป็นเรื่องเหมาะสมที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อมีข้อมูลยืนยันว่าเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้แล้ว แต่เมื่อพิจารณาจากการประชุมในครั้งนี้ ไม่คิดว่าคณะกรรมการ FOMC จะมีความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ได้ภายในช่วงเวลาที่เฟดจะจัดการประชุมนโยบายการเงินเดือน มี.ค. ซึ่งหลายความว่าไม่อาจชี้ชัดได้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในเดือน มี.ค. “ในคืนวันพฤหัสสบดี (1/2) ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 102.937 หลังตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 107,000 ตำแหน่งในเดือน ม.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 150,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 158,000 ตำแหน่งในเดือน ธ.ค. อย่างไรก็ดี นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงาน

นอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 173,000 ตำแหน่งในเดือน ม.ค. ซึ่งชะลอตัวจากระดับ 216,000 ตำแหน่งในเดือน ธ.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.8% ในเดือน ม.ค. จากระดับ 3.7% ในเดือน ธ.ค. ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.27-35.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/2) ที่ระดับ 35.25/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยในประเทศ ในวันพุธ (31/1) ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจและการเงินประจำเดือนธันวาคม 2566 ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ยังโตต่ำและฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคทั้งมิติของ GDP และการส่งออก โดยในเดือน ธ.ค. มูลค่าการส่งออกในเดือน ธ.ค.ขยายตัวเพียง 3.0% ส่วนมูลค่าการนำเขาหดตัว 1.7% ส่งผลให้ไทยพลิกกลับมาเกินดุลการค้าที่ 2.3 พันล้านดอลลาร์ และเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 2.1 พันล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ธปท.อาจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 ลงจากที่เคยคาดไว้เดิมที่ 2.4% ตามรายรับภาคการท่องเที่ยวและมูลค่าการส่งออกไม่รวมทองคำที่ชะลอลงจากอุปสงค์โลกที่ฟื้นตัวช้า และส่วนหนึ่งจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้่งการฟื้นตัวของภาคการส่งออก การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะปรับตัวเลข GDP ให้ลดลงไปต่ำกว่า 2% หรือไม่ เพราะต้องรอการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีการประชุมนัดแรกของปีนี้ในวันที่ 7 ก.พ. 67

นอกจากนี้ ส่วนประเด็นการเมืองในประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลมีเจตนาลดทอนความคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ลง ซึ่งนายพิธาและพรรคก้าวไกลมีทัศนคติสนับสนุนยกเลิกมาตรา 112 เซาะกร่อนบ่อนทำลายระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงสั่งให้ยุติการกระทำทุกอย่างเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 รวมทั้งเตือนทุกฝ่ายอย่าละเมิดอำนาจศาล โดยประเด็นดังกล่าวอาจเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศมากขึ้น

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (29/1) ที่ระดับ 1.0848/49 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/1) ที่ระดับ 1.0844/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรยังคงถูกกดดันภายหลังสถาบัน GfK และสถาบันนูเรมเบิร์กเพื่อการตัดสินใจด้านตลาด (NIM) เปิดเผยผลสำรวจในวันศุกร์ (26/1) ว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเยอรมนีปรับตัวลงอย่างรุนแรงในเดือน ก.พ. เนื่องจากภาคครัวเรือนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในอนาคต

โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีในเดือน ก.พ. ปรับตัวลงสู่ระดับ -29.7 จาก -25.4 ในเดือน ม.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ -24.5 บ่งชี้ว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองเชิงลบมีมากกว่าผู้ที่มีมุมมองเชิงบวก ขณะที่ความเต็มใจในการออมของผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปีจนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2551 ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นในภาพรวมปรับตัวลง โดยความคาดหวังด้านรายได้และแนวโน้มการซื้อก็มีส่วนทำให้ดัชนีปรับตัวลงเช่นกัน

โดยผลสำรวจระบุว่า สิ่งที่ขัดขวางการปรับปรุงภาวะเศรษฐกิจในระยะยาวก็คือวิกฤตการณ์และสงครามต่าง ๆ รวมถึงเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง สำนักงานสถิติเยอรมนีรายงานตัวเลขยอดค้าปลีกประจำเดือน ธ.ค. หดตัวที่ระดับ 1.6% เมื่อเทียบรายเดือนน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 0.6% แต่ถือเป็นการหดตัวน้อยกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 2.5% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0778-1.0890 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/2) ที่ระดับ 1.0877/79 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (29/1) ที่ระดับ 148.05/06 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/1) ที่ 147.83/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยยังคงถูกกดดันอย่างต่อเนื่องภายหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำเดือน ธ.ค.ในวันศุกร์ (28/1) โดยระบุว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะยังไม่ยกเลิกการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ และนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (YCC) เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง

ซึ่งรวมถึงการเจรจาเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้าง อย่างไรก็ดี ค่าเงินเยนได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปความคิดเห็น (Summary of Opinions) ในการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 22-23 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยกรรมการ BOJ ได้แสดงความเห็นว่า ระยะเวลาที่ BOJ จะเริ่มปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติกำลังใกล้เข้ามา ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าการขยายตัวของค่าจ้างจะทำให้เงินเฟ้อมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้กรรมการ BOJ หลายคนได้ระบุถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะสามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%


โดยกรรมการรายหนึ่งกล่าวว่า BOJ จะสามารถเริ่มปรับนโยบายกลับสู่ภาวะปกติได้ภายในระยะเวลา 1 หรือ 2 เดือน การแสดงความเห็นดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า BOJ กำลังเตรียมความพร้อมที่จะเปลี่ยนแนวทางจากการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินแบบพิเศษด้วยการยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ หรือยุติการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร แม้ว่ากรรมการทั้ง 9 คนของ BOJ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงนโยบายการเงินในการประชุมเดือน ม.ค.ก็ตาม ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.88-148.25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/2) ที่ระดับ 146.64/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ