อ่านสัญญาณ กนง.เปิดช่องลดดอกเบี้ย-รอ “ดิจิทัลวอลเลต” ชัด

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย-บุรินทร์ อดุลวัฒนะ

ไม่ผิดคาด สำหรับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี ในการประชุมรอบล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา

แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากฟากรัฐบาลและนักธุรกิจให้ลดดอกเบี้ยลงก็ตาม

อย่างไรก็ดี มติที่ออกมารอบนี้ “ไม่เอกฉันท์” โดยมีกรรมการ 2 ราย ที่เห็นควรให้ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

“ปิติ ดิษยทัต” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. กล่าวว่า กรรมการส่วนใหญ่ เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

“บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯมองว่า มติ กนง.ที่ออกมา เป็นการส่งสัญญาณว่า จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ภายในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าปรับลดได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งจะเริ่มเห็นการปรับลดตั้งแต่ช่วงกลางปี หรือในรอบการประชุม กนง. ในเดือน มิ.ย. แต่ก็มีโอกาสเห็นการปรับลดในเดือน เม.ย.ได้เช่นกัน

“ปัจจัยที่เป็นแรงกดดันให้ กนง. จะต้องปรับลดดอกเบี้ย ได้แก่ 1.อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดการณ์และหลุดกรอบประมาณการของ ธปท. และคาดว่าจะกลับเข้ากรอบได้ภายในปี 2568 และ 2.อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่จะต่ำกว่าคาด ซึ่งได้มีการปรับกรอบประมาณการลงมาแล้วในปี 2567 จากเดิมที่ขยายตัว 3.2% ลงมาอยู่ในกรอบ 2.5-3.0% และในปี 2566 ก็คาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่า 2%”

นอกจากนี้ หากดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) อยู่ที่ราว 3.6% ถือว่าค่อนข้างสูง และสูงกว่าประเทศอื่นค่อนข้างมาก ซึ่งไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจ โดยมองว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยควรจะอยู่ที่ราว 1-2% เพราะเศรษฐกิจไทยโตไม่สูง ซึ่งหากเทียบกับดอกเบี้ยที่แท้จริงของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 2% แต่เศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าไทยมาก

“กรณีที่เสียงแตก 5 ต่อ 2 เสียง สะท้อนโอกาสที่ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยได้ และก็คงจะเห็นแล้วว่า เงินเฟ้อที่ตัวเองประเมินไว้สูงเกินไป จากที่เคยมองไว้ 2% ตอนนี้เหลือ 1% ซึ่งหลาย ๆ อย่างก็เปิดทางให้ แต่อาจจะหาจังหวะดูความชัดเจนของมาตรการดิจิทัลวอลเลตก่อน เพราะหากดิจิทัลวอลเลตไม่ผ่าน และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย จะเป็น 2 ปัจจัยสนับสนุนในการลดดอกเบี้ย”

“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า KKP ได้ปรับมุมมองเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดว่า กนง.อาจจะปรับลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปีนี้ หรือประมาณเดือน มิ.ย.

ซึ่งอยู่บนเงื่อนไข 2-3 ข้อ คือ 1.ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาอ่อนแอกว่าที่ ธปท.คาดไว้ โดยเฉพาะตัวเลขอุปสงค์ภายในประเทศ 2.หากไม่มีดิจิทัลวอลเลต หรือมีแต่วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดไว้เดิม รวมถึง 3.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยช่วงเดือน มิ.ย.เช่นกัน

“ผมว่า 2 ปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยหลัก ที่จะทำให้โอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยในช่วงเดือน มิ.ย.มีสูงขึ้น ซึ่งก็คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มิ.ย.เช่นเดียวกัน”

หากพิจารณาจากที่ ธปท.อธิบาย จะมีมุมมอง 3 เรื่อง คือ 1.การขยายตัวของเศรษฐกิจ 2.เงินเฟ้อ และ 3.เสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งตราบใดที่มองไปข้างหน้าแล้ว เศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่ได้มีปัญหามาก การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ยในการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อไม่ให้หนี้ครัวเรือนสูงจนเกินไป

“ถ้าจะดูว่า นโยบายการเงินมีความเข้มงวดหรือไม่ ควรจะดูที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ไม่ควรดูดอกเบี้ยที่เป็น Norminal ก็คือต้องเทียบอัตราดอกเบี้ย กับการคาดการณ์เงินเฟ้อ จะได้แฟร์ อย่างไรก็ดี ผมว่าการที่ดอกเบี้ยอยู่กับที่ แต่ถ้าเงินเฟ้อลดลง และศักยภาพเศรษฐกิจโตได้ลดลง ก็มี Room ที่จะลดดอกเบี้ยลงได้”

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า การคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะลดลงในเดือน มิ.ย. อยู่บนสมมุติฐานว่า ไม่มีดิจิทัลวอลเลตออกมา และปีนี้ก็อาจจะลดได้ถึง 2 ครั้ง แต่หากมีดิจิทัลวอลเลตออกมา ธปท.ก็คงจะไม่ลดดอกเบี้ย


“เสียง กนง.ที่แตกออกมา ผมว่าเป็นการส่งสัญญาณเหมือนกัน ว่ามีโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ ธปท.ส่งสัญญาณแรงมากในเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจยากที่จะกลับไปโตเกิน 3% คงจะอยู่แถว ๆ 2.5-3%”