GDP ไทยต่ำกว่าคาด รัฐบาลกดดัน กนง. ลดดอกเบี้ย

ค่าเงินบาทอ่อน

GDP ไทยต่ำกว่าคาด รัฐบาลกดดัน กนง. ลดดอกเบี้ย

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ 2567

ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (19/2) ที่ระดับ 35.94/94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/2) ที่ระดับ 36.02/03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของ ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามในช่วงแรกดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบเงินสกุลหลัก โดยได้รับแรงหนุนจากการที่กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไป (Headline PPI) ปรับตัวขึ้น 0.9% ในเดือนมกราคม จากระดับ 1.0% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.6%

ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) ปรับตัวขึ้น 2.0% ในเดือนมกราคม จากระดับ 1.7% ในเดือนธันวาคมเมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.6% โดยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดการณ์จะเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนปรับลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน

อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าในเวลาต่อมา ภายหลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างบ้านส่งสัญญาณว่าภาคอสังหาฯของสหรัฐเริ่มชะลอตัวลง สำหรับมหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 79.6 ในเดือนกุมภาพันธ์จากระดับ 79.0 ในเดือนมกราคม แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 80.0

นอกจากนี้ในวันพุธ (21/2) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 30-31 ม.ค. โดยมีใจความสำคัญว่ากรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงหากเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป และกรรมการเฟดยังคงไม่มั่นใจว่าควรจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันต่อไปอีกนานเท่าใด

ทั้งนี้นักลงทุนยังคงจับตาดูถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเสรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในเดือนมีนาคม โดยมีกำหนดการกล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการบิการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 6 มี.ค. ก่อนที่จะกล่าวต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันที่ 7 มี.ค.

สำหรับปัจจัยในประเทศ ค่าเงินบาทยังคงถูกกดดันจากการที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 เหลือขยายตัว 2.2-3.2% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวราว 2.7-3.7% หลังภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2566 ขยายตัวได้ 1.9% ชะลอตัวลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2565 ตามการลดลงต่อเนื่องของภาคการส่งออก รวมทั้งการลดลงของการใช้จ่ายของรัฐบาลและการลงทุนภาครัฐ ส่วนตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ของปี 2566 ขยายตัวได้ 1.7%

โดยมีปัจจัยหลักมาจากการส่งออกสินค้าและบริการที่เร่งตัวขึ้น สำหรับการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนและภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ดีการใช้จ่ายรัฐบาลปรับตัวลงเป็นผลจากการจ่ายค่าซื้อสินค้า บริการในระบบตลาด และการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า ทำให้การลงทุนของภาครัฐ และโครงสร้างงทุนด้านการก่อสร้างพื้นฐานชะลอตัวลง

โดยหลังจากตัวเลข GDP ออกมาขยายตัวน้อยกว่าคาด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยได้ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการรายงานบ่งชี้ว่า สถานะของเศรษฐกิจอยู่ในภาวะ critical stage (ระยะวิกฤต) จึงสนับสนุนให้มีการปรับลดดอกเบี้ย ให้เรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จัดประชุมการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาในประเด็นดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องรอถึงการประชุมที่กำหนดไว้ ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าขึ้นมา

ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง ก่อนกลับมาแข็งค่าในวันพฤหัสบดี (22/2) หลังจากนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวกับสำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย ของญี่ปุ่น เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่จัดประชุมวาระพิเศษเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินไม่ใช่ทางออก เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยใน

ขณะนี้เป็นเรื่องของโครงสร้าง รวมถึงปัญหาเชิงวัฏจักร นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1,400 จุด หรือที่ระดับ 1,403.14 จุด โดยมีเงินนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยสุทธิ 3,425.65 ล้านบาท ซึ่งได้อานิสงส์จากมาตรการคุมเข้ม Short sell ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.69-36.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/2) ที่ระดับ 36.06/08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยภายในภูมิภาค ธนาคารกลางจีน (PBOC) หรือแบงก์ชาติจีน มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 5 ปีลง 0.25% สู่ระดับ 3.95% ซึ่งเป็นการปรับลดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 ดอกเบี้ยระยะยาว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง เพื่อลดภาระให้กับภาคครัวเรือนและกระตุ้นการซื้อบ้านในจีนให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน PBOC ได้คงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีไว้ที่ระดับ 3.45% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (19/2) ที่ระดับ 1.0780/81 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/2) ที่ระดับ 1.0766/67 จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับสำนักสถิติรายงานดัชนีราคาค้าส่งของเยอรมนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนมกราคม จากการปรับตัวลดลง 0.6% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวลง 0.4% โดยบ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อในภาคผู้บริโภคยังคงขยายตัว ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไป

นอกจากนี้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) รายงานในวันอังคาร (20/2) ว่าค่าแรงหลังการเจรจาต่อรองในยูโรโซนปรับขึ้น 4.46% ในไตรมาส 4/2023 โดยชะลอตัวลงจากอัตราการปรับขึ้น 4.69% ในไตรมาส 3/2023 ซึ่งรายงานตัวเลขนี้ช่วยสนับสนุนการคาดการณ์ในตลาดที่ว่า อัตราการปรับขึ้นค่าแรงในยูโรโซนได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว อย่างไรก็ดี ค่าแรงนี้ยังคงเติบโตในอัตราที่สูงกว่าระดับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตั้งไว้ที่ 2%

โดยอีซีบีเคยระบุว่า ค่าแรงถือเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน นอกจากนี้ในวันพฤหัสบดี (22/2) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการขั้นต้นของยูโรโซน (Flash Services PMI) เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ระดับ 50.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.4 ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0736-1.0888 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/2) ที่ระดับ 1.0823/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (19/2) ที่ระดับ 149.97/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/2) ที่ระดับ 150.29/30 จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ สำนักงานคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเปิดเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 2.7 ในเดือนธันวาคม 2566 เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้น 2.5% และเมื่อเทียบรายปี ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานปรับตัวลง 0.7% ในเดือนธันวาคม ซึ่งปรับตัวลงน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะปรับตัวลง 1.4% โดยบ่งชี้ว่าแนวโน้มการใช้จ่ายด้านการลงทุนในอีก 6-9 เดือนข้างหน้ามีทิศทางที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนกลับมาอ่อนค่าในวันพุธ (21/2) ผลสำรวจระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นบริษัทผู้ผลิตของญี่ปุ่นดิ่งลงจาก +7 ในเดือน ม.ค. สู่ -1 ในดือน ก.พ. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือนที่ดัชนีมีค่าติดลบ ตัวเลขดังกล่าวช่วยตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่น นอกจากนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานว่า ยอดส่งออกของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 11.9% ในเดือน ม.ค.เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 9.5% โดยยอดส่งออกของญี่ปุ่นในเดือน ม.ค. ได้รับแรงหนุนจากยอดส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ไปยังสหรัฐ และยอดส่งออกอุปกรณ์การผลิตชิปไปยังจีน

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายกล่าวเตือนว่า ยอดส่งออกของญี่ปุ่นก็อาจได้รับแรงหนุนสำคัญจากการอ่อนค่าของเยนด้วย แทนที่จะได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 149.68-150.68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และเปิดตลาดในวันศุกร์ (23/2) ที่ระดับ 150.65/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ