SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี’67 เหลือ 2.7% จากเดิม 3% ชี้ภาคผลิตอุตสาหกรรมอ่อนแอ-ปัญหาเชิงโครงสร้างกดเศรษฐกิจไทยโตต่ำลง คาด กนง.ปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งช่วงครึ่งแรกของปีนี้เหลือ 2% ตาม Neutral Rate ปรับต่ำลงมาอยู่ที่ราว 2.1% จากเดิม 2.5%
วันที่ 1 มีนาคม 2567 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) มองเศรษฐกิจไทยด้านอุปทานในปี 2567 SCB EIC ประเมินว่าแม้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมจะกลับมาขยายตัวได้จากแรงส่งของอุปสงค์สินค้าอุปโภคบริโภคที่ฟื้นตัว แต่ยังมีแนวโน้มฟื้นช้า เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมมีปัจจัยความเสี่ยงด้านอุปสงค์และอุปทานกดดันรอบด้าน
เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาภาคการผลิตอุตสาหกรรมอ่อนแอ
SCB EIC ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงด้านอุปสงค์และอุปทาน อาทิ
1.ปัญหาการตีตลาดจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะประเทศจีน
2.ความต้องการจากต่างประเทศที่ฟื้นตัวช้า ประกอบกับความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าในเวทีการค้าโลกที่ลดลง ส่วนหนึ่งจากความเสียเปรียบด้านต้นทุน สะท้อนจากการส่งออกไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาที่เติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากดูสัดส่วนของการส่งออกไทยในตลาดโลกก็มีทิศทางปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่มูลค่าการส่งออกของประเทศอื่นในภูมิภาคกลับขยายตัวแข็งแกร่ง
3.ความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567
4.สินค้าคงคลังสะสมสูง
5.ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะบริเวณทะเลแดงที่อาจรุนแรงขึ้นกระทบการส่งออกไทย
ปัญหาเชิงโครงสร้างภาคการผลิตยังมีผลกดดันให้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่ำลง
ศักยภาพเศรษฐกิจไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตที่รุนแรงขึ้น โดย SCB EIC ประมาณการศักยภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนเกิด COVID-19 (ปี 2560-2562) อยู่ที่ระดับ 3.4% ขณะที่ศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว (ปี 2567-2588) จะเติบโตต่ำลงเหลือ 2.7% ปรับลดลงจากมุมมองเดิมที่ประเมินไว้ในเดือน ธ.ค. 2566 ที่ 3%
สาเหตุหลักมาจากผลิตภาพการผลิต (Total Factor Productivity) ของไทยลดลงมากขึ้น เกี่ยวโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตไทยที่รุนแรงขึ้นเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนและห่วงโซ่การผลิตจีนมากท่ามกลางกระแสภูมิรัฐศาสตร์โลก รวมถึงความสามารถของไทยในการปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของโลกในระยะยาว และรูปแบบความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนไปได้ช้า
กนง.ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในเดือน เม.ย.และมิ.ย.เหลือ 2% ตาม Neutral Rate ที่ต่ำลง
SCB EIC มองว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 2% ในครึ่งแรกของปีนี้ เพื่อรักษาบทบาทนโยบายการเงินที่เป็นกลางต่อเศรษฐกิจไว้เช่นเดิม เนื่องจากหากคำนึงถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีนัยต่อระดับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมในปัจจุบัน จะพบว่า Neutral Rate ของไทยปรับต่ำลงมาอยู่ที่ราว 2.1% (เดิม 2.5%) การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้นอกจากจะเป็นการรักษา Stance
เดิมของนโยบายการเงินที่ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เป็นกลางต่อเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวที่ต่ำลงได้อย่างยั่งยืนแล้ว จะยังมีผลช่วยบรรเทาภาระหนี้สูงเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจและครัวเรือนเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงช่วยเพิ่มปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยท่ามกลางแรงส่งภาครัฐที่ยังติดขัดในปีนี้ได้อีกทาง