JKN ราคาหุ้นชนซิลลิ่ง +29% ศาลสั่งฟื้นฟู “แอน-จักรพงษ์” ชี้แจง 5 ประเด็น ตลท.

“เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป” ราคาหุ้นพุ่งชนซิลลิ่ง +29.17% แตะ 0.62 บาท หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จ่อตั้งบริษัทจัดทำแผน ด้าน “แอน-จักรพงษ์” แจ้งยกเลิกการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 30 เม.ย. 67 พร้อมแจง 5 ประเด็นต่อตลาดหลักทรัพย์

วันที่ 23 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN วันนี้พบว่าหลังเปิดตลาดไต่แดนบวกได้ตลอดทาง โดยเด้งแรงช่วงตั้งแต่เวลา 12.00 น. ยาวจนถึงท้ายตลาด โดยชนระดับราคาสูงสุดของวัน (Ceiling) ที่ระดับราคา 0.62 บาท เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.14 บาท หรือ +29.17% เมื่อเทียบจากราคาวันก่อนหน้า

แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ตามที่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 บริษัทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

โดยเสนอให้บริษัทเป็นผู้ทำแผน ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทไว้พิจารณา โดยเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ศาลล้มละลายกลางได้ไต่สวนพยานของผู้ร้องขอ และไต่สวนพยานของผู้คัดค้านแล้ว คดีเสร็จการไต่สวน และกำหนดนัดฟังคำสั่งในวันที่ 23 เมษายน 2567 นั้น

Advertisment

บริษัทขอแจ้งว่าในวันนี้ (23 เมษายน 2567) ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้พื้นฟูกิจการของบริษัท (ลูกหนี้) ตามมาตรา 90/10 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย และกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุดเพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน

ทั้งนี้ ในระหว่างดำเนินการเพื่อตั้งผู้ทำแผน กำหนดให้ผู้บริหารของบริษัท (ลูกหนี้) เป็นผู้บริหารชั่วคราว และให้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนกว่าจะมีการตั้งผู้ทำแผน ตามมาตรา 90/20 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โดยผลของคำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าว เป็นผลให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของบริษัท (ลูกหนี้) สิ้นสุดลง ตามมาตรา 90/20 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย และบรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของบริษัท (ลูกหนี้) ระงับลง เว้นแต่สิทธิที่จะได้รับเงินปันผล และให้สิทธิดังกล่าวตกแก่ผู้บริหารชั่วคราวจนกว่าจะมีการตั้งผู้ทำแผน

ทั้งนี้ ตามมาตรา 90/21 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย บริษัทจึงไม่ต้องจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2567

Advertisment

ในการนี้ บริษัทขอแจ้งยกเลิกการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2567 ในวันที่ 30 เมษายน 2567 ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2567 เรื่อง การกำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2567 และตามที่บริษัทได้ส่งหนังสือเชิญประชุมให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกท่านแล้ว

และตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมในงบการเงินปี 2566 ซึ่งผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินเนื่องจากมีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญต่อความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง ได้แก่ (1) การขาดสภาพคล่องทางการเงินและการผิดนัดชำระหนี้ (2) การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลส้มละลายกลาง และ (3) การจัดหาเงินและสภาพคล่องเพื่อใช้ในการดำเนินงานต่อเนื่อง โดยกลุ่มบริษัทมีผลขาดทุน 2,128 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการตั้งด้อยค่าของสินทรัพย์รวม 1,145 ล้านบาท

ส่วนใหญ่เป็นการขาดทุนจากการด้อยค่าลิขสิทธิ์รายการ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของบริษัท และมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าลูกหนี้การค้า 495 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ชี้แจงข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์สอบถาม เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2566 และวันที่ 5 มกราคม 2567 เกี่ยวกับการปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์ว่า บริษัทไม่บันทึกการด้อยค่า เนื่องจากมีการขายลิขสิทธิ์รายการอย่างต่อเนื่อง สอบทานแผนธุรกิจ และประเมินด้อยค่าสม่ำเสมอ

โดยยังไม่มีข้อบ่งชี้การด้อยค่า จึงเชื่อมั่นว่า ไม่มีการด้อยค่าของสินทรัพย์ สำหรับลูกหนี้การค้าที่ค้างนานเป็นปกติของธุรกิจ โดยประเมินจากประสบการณ์และหลักการประมาณการภายใต้ภาวะปัจจุบันและบริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถเก็บเงินได้ เนื่องจากในอดีตไม่เคยมีประวัติไม่ชำระเงิน ทั้งนี้ บริษัทได้แต่งตั้งผู้ประเมินอิสระเพื่อประเมินมูลค่ายุติธรรม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2567 นั้น ขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ 1 ปัจจัยที่ใช้พิจารณาเพื่อบ่งชี้การด้อยค่าสินทรัพย์ตามข้อ 1.-4. และข้อบ่งชี้ดังกล่าวมีความแตกต่างจากในอดีตซึ่งไม่เคยตั้งด้อยค่าอย่างไร รวมทั้งแนวทางดำเนินการเพื่อติดตามดูแลให้สินทรัพย์ที่แสดงในงบการเงินสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง

ข้อ 1.การด้อยค่าลิขสิทธิ์ เนื่องจากมูลค่าของลิขสิทธิ์ (Content) เป็นสาระสำคัญของรายการทรัพย์สินของบริษัท จึงเห็นควรให้มีการประเมินเพื่อให้มูลค่าของ Content สะท้อนมูลค่าแท้จริงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน (ผู้ประเมิน) ทั้งนี้ บริษัทได้ให้ข้อมูลรายละเอียดของ Content ที่บริษัทถือครอง ผลการดำเนินงานตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงแผนการดำเนินงานในอนาคตให้แก่ผู้ประเมิน เพื่อที่ผู้ประเมินได้ทำการศึกษา วิเคราะห์ด้วยหลักการและวิธีการที่เหมาะสมกับธุรกิจ และสรุปเป็นรายงานมูลค่าของลิขสิทธิ์

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้ว่าบริษัทได้มีการทบทวนการด้อยค่าลิขสิทธิ์ตามนโยบายของบริษัทในขณะนั้นในทุก ๆ ไตรมาส ซึ่งยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการที่จะต้องตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตามเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในความสามารถในการก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคตของลิขสิทธิ์ที่บริษัทถือครองอยู่ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 4/2567 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 จึงได้มีการทบทวนนโยบายในการพิจารณาด้อยค่าสินทรัพย์-ลิขสิทธิ์ และมีมติอนุมัติให้ดำเนินการตามนโยบายฉบับปรับปรุงนี้ตั้งแต่งบการเงินสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป

อย่างไรดี หากได้รับรายงานการประเมินลิขสิทธิ์โปรแกรมจากผู้ประเมินอิสระทันการปิดบัญชีงบการเงิน ให้ใช้ข้อมูลตามรายงานที่ได้รับจากผู้ประเมินอิสระ

ข้อ 2.การด้อยค่าเครื่องหมายการค้า ในส่วนของเครื่องหมายการค้า Miss Universe นั้น ผลกระทบที่สำคัญที่ทำให้เกิดผลด้อยค่า เนื่องจากการที่ผู้ประเมินได้มีการปรับค่า Discount Rate (โดยเป็นการอ้างอิงการคำนวณ Weighted Average Cost of Capital (WACC) Analysis) จากการประเมินครั้งก่อนเมื่อตุลาคม 2565 ที่มีอัตราอยู่ที่ 17.00% มาเป็น 20.00% เมื่อธันวาคม 2566 ทำให้มีผลต่อการคำนวณมูลค่าปัจจุบันในด้านที่ทำให้มูลค่าของเครื่องหมายการค้าลดลง

ส่วนการด้อยค่าเครื่องหมายการค้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เนื่องด้วย บริษัท เจเคเอ็น ดริ๊งก์ จำกัด (JKN Drink) ได้ถูกพิจารณาให้ชะลอการสั่งผลิต โดยให้ขายสินค้าที่มีอยู่ในคลังและที่ฝากขายเท่านั้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปี 2566 ทั้งนี้การดำเนินธุรกิจ JKN Drink เป็นลักษณะต่อเนื่องจากการที่มีบริษัทย่อยอีกแห่งหนึ่งที่เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มให้กับทาง JKN Drink

ดังนั้น ตามที่บริษัทมีแนวทางว่าจะยุติการดำเนินกิจการในส่วนการผลิต จึงส่งผลต่อ JKN Drink ด้วย บริษัทจึงมีการพิจารณาด้อยค่าเครื่องหมายการค้าที่อยู่ภายใต้ JKN Drink ณ 31 ธันวาคม 2566 โดย JKN Drink ยังคงถือสิทธิในเครื่องหมายการค้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มต่อไป

ข้อ 3.การด้อยค่าความนิยมซื้อบริษัทย่อย 2 แห่ง หลังจากที่บริษัทมีการพิจารณาผลประกอบการของบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งนี้แล้วเห็นว่า การลงทุนใน บริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด (MN Beverage) แม้ว่าตัวบริษัทย่อยนี้ยังคงมีศักยภาพ แต่บริษัทเองขาดบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่จะส่งเข้าไปดำเนินงานอย่างเต็มที่ รวมถึงปัจจัยที่บริษัทย่อยนี้ตั้งอยู่ห่างไกล ซึ่งมีผลต่อการที่ต้องควบคุมดูแลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการ

บริษัทจึงได้มีการตัดสินใจที่จะหยุดพักการดำเนินการของบริษัทย่อยแห่งนี้ไว้ก่อนในช่วงสิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 ซึ่งต่อมาเมื่อบริษัทประสบปัญหาสภาพคล่อง จึงมีการทบทวนการพิจารณาอีกครั้งและมีข้อสรุปในขณะนี้ว่าจะยุติการดำเนินกิจการด้วยตัวเอง โดยพิจารณาเปลี่ยนเป็นให้ผู้ที่สนใจทำการเช่าเพื่อทำธุรกิจด้านการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม หรือ อาจจะเป็นการขายทรัพย์สินทั้งหมดของกิจการเพื่อยุติการลงทุนใน MN Beverage

ส่วนของ บริษัท เจเคเอ็น ไฮ ช็อปปิ้ง จำกัด (JKN HS) เนื่องด้วยบริษัทต้องการกระชับองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานลง จึงเล็งเห็นว่าควรยุบรวมการทำงานให้เหลือเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรายการ ซึ่งบริษัทมีทรัพยากรพร้อมอยู่แล้ว ส่วนในเรื่อง Operation ได้ปรับการดำเนินการเป็นการใช้ระบบ Outsource ที่ทำให้บริษัทสามารถควบคุมรายจ่ายให้สอดคล้องกับรายได้มากยิ่งขึ้น

บริษัทจึงมีแผนที่จะยุติการดำเนินงานของ JKN HS โดยโอนย้ายพนักงานฝ่ายผลิตรายการให้มาอยู่ภายใต้บริษัทในเครืออีกแห่งหนึ่งเพื่อเป็นการกระชับเรื่องการบริหารและควบคุมรายจ่ายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นเหตุให้มีการพิจารณาด้อยค่าความนิยม (ที่เกิดขึ้นเมื่อเข้าซื้อกิจการ) เต็มจำนวน ในงบการเงิน สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566

ข้อ 4.ค่าเผื่อขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย ซึ่งเป็นรายการในงบการเงินเฉพาะกิจการจากการที่บริษัทได้มีการลงทุนในบริษัทย่อยต่าง ๆ บริษัทได้มีการพิจารณาในแต่ละกิจการที่เข้าไปลงทุนพร้อมทั้งแผนงานในอนาคตแล้ว ทำให้บริษัทมีการพิจารณาการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อยแต่ละแห่ง

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณามูลค่าของการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย ผู้ประเมินได้พิจารณาการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย JKN Global Content Pte.Ltd. (JKN Global Content) เป็นจำนวนถึง 462 ล้านบาท เนื่องด้วยวิเคราะห์จากผลประกอบการในอดีตซึ่งเริ่มมีการดำเนินธุรกิจ (ขายลิขสิทธิ์ ในปี 2566 โดยก่อนหน้านั้น JKN Global Content ยังไม่มีการดำเนินกิจการอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับผลประกอบการในปี 2566 มีผลขาดทุน แม้ว่า JKN Global Content มีแผนธุรกิจในอนาคตที่มี

ประเด็นที่ 2 เนื่องจากลิขสิทธิ์รายการเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท ในขณะที่ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 มีรายได้จากจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และได้มีการยกเลิกการขายบางรายการ เนื่องจากพฤติกรรมการชำระหนี้ไม่เป็นไปตามแผนที่ให้กับทางบริษัทไว้ จึงขอให้อธิบายแผนการบริหารลิขสิทธิ์เพื่อให้เกิดรายได้และการจัดการสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ เป็นที่ทราบกันว่าบริษัทมีการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A เนื่องจากประสบปัญหาสภาพคล่องทำให้ไม่สามารถชำระหนี้หุ้นกู้เต็มจำนวนที่ถึงกำหนดชำระเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566

ซึ่งต่อมาเกิดผลต่อเนื่องโดยผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ของหุ้นกู้อีก 6 รุ่นที่เหลือได้ใช้สิทธิเรียกให้หุ้นกู้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระโดยพลัน (Cross Default) ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ออกหุ้นกู้ ดังนั้น ในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 เป็นต้นมา ทำให้บริษัทใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสื่อสารและให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่กำกับดูแล รวมถึงผู้ที่มีรายการธุรกรรมกับบริษัทในประเด็นการขอรับชำระหนี้จากบริษัทก่อนการครบกำหนดตามปกติ

ด้วยเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ดังกล่าวข้างต้น โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งภายในกิจการและว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามืออาชีพทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการเงินเพื่อช่วยบริษัทในการวางแผนการชำระหนี้ให้กับผู้ถือหุ้นกู้และหนี้สถาบันการเงินได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการว่าจ้างที่ปรึกษาด้านอื่น ๆ ในการขอรับคำปรึกษาในด้านต่าง ๆ เพื่อให้บริษัทกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติโดยได้เร็วที่สุด

นอกจากนั้น ด้วยข้อจำกัดที่แผนการชำระเงินจากลูกค้ากลุ่มธุรกิจให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการไม่เป็นไปตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ บริษัทจึงต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการพิจารณาการจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการแก่ลูกค้าดังกล่าว ซึ่งด้วยเหตุข้างต้นบริษัทได้มีการพิจารณาแนวทางในการหารายได้จากการจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม อันได้แก่

  • การให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศโดยการขายตรงให้แก่กลุ่มลูกค้าที่เป็นช่องทีวีดิจิทัล จากเดิมที่บริษัทใช้วิธีการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งในช่วงนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าแต่ละรายและคาดว่าจะมีคำสั่งซื้อเกิดขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2567
  • การนำเสนอ Bundle Package ที่ประกอบไปด้วยลิขสิทธิ์รายการของ MUO และ ลิขสิทธิ์รายการ (Content) ประเภทต่าง ๆ ที่อยู่ในมือ ให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ การนำลิขสิทธิ์รายการของ MUO ที่เป็นรายการที่เกี่ยวกับการประกวดนางงามจักรวาลมามัดรวมไว้เป็นการเพิ่มศักยภาพของ Content ในมือไปยังตลาดต่างประเทศที่กว้างขวางมากขึ้น
  • บริษัทมีแผนว่าจ้างผู้มีความรู้ความสามารถในเรื่อง Content และ Broadcasting ทั้งในและต่างประเทศมาร่วมงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากกว่าอดีต
  • บริษัทได้กำหนดแผนและหลักการในการพิจารณาการซื้อ Content ใหม่ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การใช้กระแสเงินสดของบริษัทมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • บริษัทกำหนดให้มีการปฏิบัติตามนโยบายการให้สินเชื่อและการติดตามการชำระหนี้อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ทำให้มีการดำเนินการที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่บริษัทได้รับ

ประเด็นที่ 3 ขอให้อธิบายสาเหตุที่บริษัทไม่ตั้งค่าเผื่อด้อยค่าทั้งหมดของเงินลงทุนใน บริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด (MN Beverage) และเงินให้กู้ยืมและดอกเบี้ยแก่ MN Beverage ซึ่งหยุดดำเนินธุรกิจแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2566 โดยในงบปี 2566 ได้ตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าเงินลงทุนบางส่วน (52 ล้านบาท คิดเป็น 68% ของราคาทุน) และไม่ปรากฏการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเงินให้กู้และดอกเบี้ยที่คงค้าง ทั้งนี้บริษัทบันทึกค่าเผื่อการด้อยค่าเพียงพอแล้วหรือไม่ และการพิจารณาตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าดังกล่าวได้สะท้อนฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ MN Beverage ครบถ้วนแล้วหรือไม่ อย่างไร

การที่บริษัทได้มีการตั้งค่าเผื่อด้วยค่าเงินลงทุนใน MN Beverage บางส่วนเป็นจำนวนเงิน 52 ล้านบาท เนื่องด้วยบริษัทย่อยแห่งนี้มีทรัพย์สิน ซึ่งบริษัทได้มีการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 43.30 ล้านบาท (มูลค่าสุทธิตามบัญชี 2.08 ล้านบาท) และเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์จำนวน 79 เครื่อง 20.94 ล้านบาท (มูลค่าสุทธิตามบัญชี 20.28 ล้านบาท)

ในส่วนของเงินให้กู้ยืมและดอกเบี้ยคงค้างซึ่งบริษัทอยู่ในสถานะเจ้าหนี้ของ MN Beverage บริษัทพิจารณาว่าภาระหนี้ดังกล่าว MN Beverage ยังคงมีทรัพย์สินที่มีมูลค่าและสามารถนำมาชำระหนี้ได้ รวมทั้งการที่ MN Beverage มีผู้ถือหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 ย่อมมีหน้าที่ในการร่วมรับผิดชอบในการชำระหนี้ดังกล่าวด้วย จึงเป็นเหตุที่ไม่ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในจำนวนหนี้ดังกล่าว

ประเด็นที่ 4 ขอให้อธิบายแนวทางดำเนินการติดตามลูกหนี้ค้างชำระ และการดำเนินการเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น บริษัทเห็นถึงความสำคัญในการติดตามทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ที่ค้างอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้มีการติดตามทั้งทางวาจาและหนังสือ อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่ค้างชำระหนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าของบริษัท ซึ่งก็มีการชำระหนี้ภายในกรอบเวลาที่บริษัทย่อมรับได้มาอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2566 ลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มมีการเลื่อนการชำระหนี้และผิดนัดชำระหนี้ จากกรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวในช่วงต้นบริษัทได้มีการผ่อนปรนให้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2566 แม้ว่าบริษัทได้รับหนังสือยืนยันตารางการชำระหนี้จากลูกหนี้ว่าจะเริ่มมีการทยอยชำระหนี้คงค้าง โดยเริ่มชำระในช่วงเดือนตุลาคม 2566 เป็นต้นไป ปรากฏว่าลูกหนี้ยังคงมีการผิดนัดชำระหนี้ ไม่เป็นไปตามกำหนดการที่ให้ไว้ จึงเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง

ดังนั้น บริษัทจึงได้มีมาตรการที่เข้มงวดขึ้นโดยได้มีการทบทวนนโยบายที่เกี่ยวกับลูกหนี้ทั้งในเรื่องการให้สินเชื่อ การติดตามหนี้ และ การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ โดยเริ่มมีการนำมาปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2566

ประเด็นที่ 5 อธิบายนโยบายการให้สินเชื่อ นโยบายการติดตามหนี้ และนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ที่คณะกรรมการตรวจสอบให้ความเห็นว่าควรมีการทบทวน และชี้แจงว่าบริษัทได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวแล้วหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งอธิบายแนวทางการทบทวนและติดตามให้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 16/2566 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 มีมติอนุมัติการปรับปรุงนโยบายการให้สินเชื่อ นโยบายการติดตามหนี้ และนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบครั้งที่ 7/2586 วันที่ 6 ธันวาคม 2566 มีความเห็นและนำเสนอ (รายละเอียดตามที่ปรากฏในสิ่งที่ส่งมาด้วย 1, 2, 3) ซึ่งนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของลูกหนี้การค้านั้น จะพิจารณาทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณและมีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

โดยฝ่ายจัดการได้นำนโยบายดังกล่าวมาใช้พิจารณาค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของลูกหนี้การค้า ร่วมกับมูลค่าจากผู้ประเมินอิสระภายนอก รวมถึงได้ปฏิบัติตามนโยบายการให้สินเชื่อแก่ลูกค้า และนโยบายการติดตามหนี้ค้างนานและเช็คคืน ที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้มีการควบคุมความเสี่ยงด้านสินเชื่อและการบริหารสภาพคล่องให้มีประสิทธิภาพ

ซึ่งจากการดำเนินตามนโยบายทั้ง 3 ฉบับ ทำให้บริษัทและบริษัทย่อยได้หยุดการค้ากับลูกหนี้การค้าที่ถูกกำหนดให้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ที่ค้างไว้
ดังนั้น ลูกค้าดังกล่าวจะไม่สามารถซื้อลิขสิทธิ์เพิ่มเติมได้หากยังไม่มีการชำระเงินยอดคงค้างเดิม ซึ่งบริษัทและบริษัทย่อยจะต้องพิจารณาการให้สินเชื่อลูกค้ารายใหม่อย่างรอบคอบเพื่อป้องกันและควบคุมความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระ

ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบจะติดตามการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวจากการประชุมร่วมกับผู้ตรวจสอบภายในและผู้สอบบัญชีของบริษัทเป็นประจำทุกไตรมาส และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท โดยหากเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องทบทวนหรือปรับปรุงนโยบายใดเพิ่มเติมจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติต่อไป