ธปท. ยัน “ดอกเบี้ย” ไม่ใช่เครื่องมือ “ลดหนี้” พร้อมปรับนโยบายถ้าข้อมูลเศรษฐกิจเปลี่ยน  

นายปิติ ดิษยทัต

ธปท.มองเศรษฐกิจไทยปีนี้-ปี 68 ขยายตัวใกล้เคียงศักยภาพ ชี้ ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี ไม่ฉุดรั้งการเติบโต-เอื้อต่อการฟื้นตัว พร้อมปรับนโยบายการเงินหากข้อมูลเศรษฐกิจเปลี่ยน ลั่น “ดอกเบี้ย” ไม่ใช่เครื่องมือ “ลดหนี้-แก้ปัญหาหนี้สูง” ได้ รับแม้จะกระทบพลวัตรหนี้ เผย สมาคมแบงก์เล็งออกแนทางช่วยกลุ่มเปราะบาง ถือเป็นเรื่องที่ดี

วันที่ 24 เมษายน 2567 นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวใน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2024 ว่า การกำหนดนโยบายการเงิน จะเห็นว่าองค์ประกอบสำคัญ คือ มิติระยะเวลา เพื่อดูแลภาพรวมให้เศรษฐกิจอยู่ในจุดระดับพอดี ซึ่งก็คือ ระยะปานกลาง (Medium Term) เพราะธปท.ตระหนักดีกว่าเครื่องมือที่มีอยู่มีข้อจำกัด การทำงานจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร

พร้อมปรับดอกเบี้ย ไม่ยึดติด หากข้อมูลเศรษฐกิจเปลี่ยน

และองค์ประกอบของตัวแปร คือ ตัวเลขข้อมูลที่เข้ามา ซึ่งจะเห็นว่าตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และอัตราเงินเฟ้อในปี 2566 ต่ำกว่าคาด ซึ่งหากดูการเติบโตจีดีพีที่ลดลง จะเป็นผลมาจากตัวสินค้าคงคลังที่มการหดตัว -4.6% และหลุมอากาศทางการคลังจากงบประมาณล่าช้าในช่วงไตรมาสที่ 4/66 และไตรมาสที่ 1/67 รวมถึงภาคส่งออกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด

ขณะที่เงินเฟ้อที่ลดลง เป็นผลมาจากมาตรการค่าครองชีพภาครัฐ ทำให้ดอกเบี้ยไม่ตอบสนองโดยตรง และมองไปข้างหน้าก็ไม่ได้เกี่ยวกับดอกเบี้ย หรืออุปสงค์ในประเทศ

ดังนั้น ธปท.มองภาพรวม และพิจารณาจากภาพใหญ่ ภาพย่อย มองไปข้างหน้า และดูเป้าหมายระยะกลาง  Medium Term รวมถึงการคำนึงถึงปัจจัยเรื่องหนี้เข้ามาด้วย ซึ่งนโยบายการเงินภายใต้การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.50% ต่อปี เป็นระดับที่เอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือฉุดรั้งการเติบโต และเม็ดเงินสินชื่อใหม่ยังไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

Advertisment

อย่างไรก็ตาม ธปท.อยาหเห็นการฟื้นตัวที่มาจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีกว่า เช่น การลงทุน การส่งออก และการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตมากขึ้น โดยมีมาตรการทางการคลังเข้ามาช่วยเสริม

อย่างไรก็ตาม ธปท.มองว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ขยายตัวใกล้เคียงกับระดับศักยภาพ ในแง่แรงเหวี่ยง (โมเมนตัม) ในไตรมาสต่อไตรมาสยังเติบโต เช่นเดียวกับปี 2568 ซึ่งสอคล้องกับดอกเบี้ยและภาวะการเงินปัจจุบัน ทั้งนี้ ธปท.พร้อมจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

หากดูข้อมูลใหม่ที่เข้ามาภาพเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงแบบนัยสำคัญ ซึ่งธปท.ไม่ได้ยึดติดว่าดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในระดับนี้ไปตลอด แต่จะต้องแยกแยะช็อกที่เข้ามายั่งยืนหรือมีนัยต่อนโยบายการเงินที่จะต้องปรับหรือไม่

“เราตระหนักว่าเครื่องมือเรามีข้อจำกัดและใช้เวลาพอสมควร และเศรษฐกิจไทยเองก็เปรียบเหมือนเรือใหญ่ๆ ที่แบบหันซ้าย หันขวาช้ามาก และมีโมเมนตัมของตัวเอง สิ่งเดียวที่นโยบายการเงินพอจะหวังช่วยได้บ้าง คือ การมองระยะปานกลาง ใช่ระยะสั้นแบบทันที ซึ่งเรามีการพูดกันว่า Scale ดอกเบี้ย +- 0.25-0.50% ไม่แตกต่างกัน และเราไม่คิดว่าจะลดดอกเบี้ยเยอะๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น เราจึงมีเวลาในการพิจารณาทั้ง Up Side Risk และ Down Side Risk เพื่อความมั่นใจ”

Advertisment

ยัน “ดอกเบี้ย” ไม่ใช่เครื่องมือในการ “ลดหนี้”

สำหรับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เป็นสิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คำนึงถึง โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับ 91% ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่เฉลี่ยอยู่กว่า 60% และประเทศที่พัฒนาแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 80%

และหากดูองค์ประกอบของหนี้ จะเห็นว่าหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ไม่ใช้หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น บ้าน เป็นต้น ซึ่งเป็นโครงสร้างหนี้ที่น่าเป็นห่วง ธปท.จึงไม่อยากให้แย่กว่านี้

อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายการเงินเรื่องหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่กนง.คำนึงถึง แต่ไม่ใช่เป็นปัจจัยหลักที่จะทำทุกอย่างเพื่อทำให้กระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (Debt Deleveraging) ลด เนื่องจากปัจจัย “ดอกเบี้ย” ยังไงก็มีผลกระทบต่อกระบวนการพลวัตรของหนี้ไม่มากก็น้อย แต่ไม่ได้คิดว่า “ดอกเบี้ย” เป็นเครื่องมือหลักในการลดหนี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะหากดูประสบการณ์ต่างประเทศดอกเบี้ยมีบทบาทไม่ได้เยอะมาก ซึ่งไม่สามารถที่จะลดหนี้และแก้ปัญหาหนี้ที่สูงได้ แต่เป็นการช่วยไม่ให้ปัญหาแย่ไปมากกว่านี้

“ปัจจัยดอกเบี้ยยังไงก็มีผลกระทบต่อพลวัตรของหนี้ไม่มากก็น้อย แต่ไม่คิดว่าดอกเบี้ยจะเป็นเครื่องมือหลักในการลดหนี้ และตัวหลักที่จะทำให้ Debt Deleveraging เกิดขึ้นได้ คือ การเพิ่มรายได้ โดย Income จะต้องสูงขึ้น และสูงขึ้นโดยไม่ได้มาจากดอกเบี้ย เช่น การส่งออกที่ดีขึ้น แต่ดอกเบี้ยจะเป็นตัวที่ไม่ไปซ้ำเติมปัญหา ธปท.เลยมองว่าทำให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับพอประมาณ และ Income เพิ่มขึ้น ซึ่งปีนี้และปีหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้ Debt Deleveraging เกิดขึ้น”

มองสมาคมแบงก์ช่วยกลุ่มเปราะบางเป็นประโยชน์

สำหรับกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขอให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยนั้น มองว่า สมาคมธนาคารไทย (TBA) จะมีการประชุมวันนี้ (24 เม.ย.67) ในการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางการปล่อยสินเชื่อหรือแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเน้นกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญและเห็นความจำเป็นในการช่วยเหลือ

ซึ่งสอดคล้องกับธปท.ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 และในภาวะปกติ Normalization ซึ่งดูแลให้ธนาคารพาณิชย์พยายามปรับดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) น้อยกว่าดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MLR) และล่าสุดหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่พยายามดูแลกลุ่มเปราะบางในการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ดังนั้น สอดคล้องกับธปท.ทำมาโดยตลอด หาก TBA มีแนวทางช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางออกมาก็เป็นเรื่องที่ดี

“เราดูภาวะการเงินโดยรวม ซึ่งปกติมีการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เช่น ค่าเงินมีปรับขึ้นและลง หรือการส่งผ่านดอกเบี้ยไปยังธนาคารก็แล้วแต่ธนาคาร บางช่วงก็ส่งผ่านเอยะ บางช่วงก็ส่งน้อย แต่รอบนี้ส่งผ่านประมาณ 50% อย่างไรก็ดี การปรับดอกเบี้ย กระบวนการให้สินเชื่อ เป็นการพิจารณาของธนาคารในเรื่องของ Risk และ Return ที่เหมาะสม ซึ่งปกติก็ทำอยู่แล้ว หากมีการปรับดมเดลธุรกิจก็ไม่ได้ผิดปกติขึ้นกับรูปแบบธนาคารคิดมา แต่โจทย์ใหญ่ของธนาคาร คือ กลุ่มเปราะบาง ก็เป็นเรื่องที่ดี”

ย้ำ “ลดดอกเบี้ย” ไม่ช่วยการเข้าถึงสินเชื่อ

นายปิติ กล่าวต่อไปว่า เศรษฐกิจประเทศไทย เป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาธนาคารค่อนข้างเยอะ เป็น Bank Based ซึ่งเป็นข้อต่อสำคัญในการส่งผ่านนโยบายการเงิน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมาก เพราะธนาคารเป็นข้อต่อสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และหากดูกลไกธนาคารยังคงทำงานอยู่ หากพิจารณาการปล่อยสินเชื่อควรที่จะเป็น ไม่ได้มีการปิดประตูหรือหุบร่มแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี อาจจะต้องแยกระหว่าง “กลไกทำงานได้” และ “กลไกทำงานดี” ซึ่งกลกทำงานได้ คือ ทำงานได้เป็นมาเหมือนในอดีต ส่วนในแง่กลไกทำงานดี จะเห็นว่า การเช้าถึงสินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยังเป็นปัญหาและเป็นประเด็นอยู่ และเป็นความยากลำบาก แต่ไม่ใช่เพราะ “ดอกเบี้ย” เพราะ “ลดดอกเบี้ย” ไม่ช่วยเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อเลย แต่ที่ไม่สามารถเข้าถึง จะเป็นเรื่องของความเสี่ยง ความไม่รู้ เพราะไม่มีข้อมูลชัดเจน ธนาคารไม่กล้าเสี่ยงกับคนที่ไม่รู้จัก

ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของนโยบายการเงิน จึงเป็นหน้าที่ของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลในเรื่องของโครงสร้าง

“หาดูภาคการเงินหุบร่มหรือไม่ หรือปฏิเสธสินเชื่อมากน้อยแค่ไหน เราสามารถดูจากวงเงินที่ธนาคารให้กับลูกค้าเป็นอย่างไร พบว่า ธุรกิจรายใหญ่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาวงเงินเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ โดยเฉลี่ยวงเงินต่อรายเยอะขึ้น และการใช้วงเงินคงที่ แต่หากเอสเอ็มอี วงเงินลดลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ลดลงเยอะ แต่วงเงินลดลงมาพร้อมกับจำนวนบัญชีที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 5 แสนบัญชี เพิ่มเป้น 1 ล้านบัญชี สะท้อนว่าธนาคารไม่ได้ตึงตัวเกิรไป แต่เงินที่ลดลงมาจากจำนวนเอสเอ็มอีที่มากขึ้นและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป้นเหตุและเป็นผลกัน”