บล.บัวหลวง มองเป้า SET ปีนี้ 1,539 จุด รับเม็ดเงินงบรัฐ-ดิจิทัลวอลเลต

หุ้นไทย

บล.บัวหลวง ตั้งเป้า SET ปีนี้ 1,539 จุด รับเม็ดเงินงบรัฐ-ดิจิทัลวอลเล็ต มองกลุ่ม รับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีก ขนส่ง เด่น พร้อมยังชูกลยุทธ์ลงทุนกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ-DR-หุ้นกู้อนุพันธ์ หลังภาวะตลาดหุ้นซบเซา

วันที่ 25 เมษายน 2567 นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง (BLS) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ได้รับผลกระทบจากวอลุ่มการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยตกต่ำ โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยปี 2566 อยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท/วัน แต่ในช่วงต้นปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยวันละ 3-4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ คาดว่าทั้งปี 2567 มูลค่าซื้อขายจะลดลงเหลือเฉลี่ย 4 หมื่นล้านบาท/วัน เนื่องจากตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยลบทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ตลาดมีความผันผวนมาก อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 2 ปัจจัยกดดันจะเริ่มเบาบาง และน่าจะเริ่มมีการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาครัฐในเดือนพ.ค. ขณะที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตก็ชัดเจนและจะเริ่มใช้ในไตรมาส 4/2567

ขณะที่ นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐานสายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า มองดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะมีเม็ดเงินที่จะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในช่วงไตรมาส 3/2567 รวมถึงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต และดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าจะมีโอกาสปรับลดลง 1 ครั้ง ในเดือนมิ.ย.นี้ จึงมองดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2567 ให้เป้าหมายที่ 1,539 จุด

โดยกลุ่มที่มองว่าจะโดดเด่นในช่วงครึ่งปีหลังมองกลุ่มที่จะได้ประโยชน์กับดอกเบี้ยขาลง อาทิ กลุ่มการเงิน, ICT รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก งบประมาณภาครัฐ อย่าง กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีก ขนส่ง กลุ่มวางระบบ เป็นต้น ส่วนกลุ่มธุรกิจที่ยังมีทิศทางไม่ค่อยดี ได้แก่ กลุ่มปิโตรฯ กลุ่ม Auto ซึ่งมีโอกาสราคาปรับตัวลงได้อีก

Advertisment

อย่างไรก็ตามยังต้องจับตากำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/2567 ที่ทยอยประกาศ ถ้ากำไรไม่ดี ดัชนีมีโอกาสปรับลงได้อีก โดยยังมองกรอบดัชนีไตรมาส 2/67 ที่ 1,330-1,430 จุด หรือหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านไม่มีความรุนแรงก็คงไม่หลุดไป 1,300 จุด

ด้านสถานการณ์หุ้นกู้ หากมาตรการออกมาตามเป้า มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตลาดหุ้นกู้ก็สามารถลงทุนได้ ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมองว่าจะสามารถลดได้ 3 ครั้งในปีนี้ หากดอกเบี้ยเฟดปรับลด มองว่าดอกเบี้ยไทยก็จะปรับลดลงตามด้วย

ขณะที่การลงทุนเม็ดเงินต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) แนวโน้มมองว่าหากเฟดปรับลดดอกเบี้ยได้ในไตรมาส 3/2567 และเศรษฐกิจไม่ได้มีปัญหา ปกติฟันด์โฟลว์จะวิ่งไปหาหุ้นกลุ่ม Laggard รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย

ด้านนายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการอาวุโส กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2567 บริษัทได้มีการตั้งเป้ารักษาพอร์ตลูกค้าเดิมที่ปัจจุบัน มีบัญชีลูกค้าทั้งหมดราว 6.8 แสนบัญชี เป็นบัญชีที่มีการเคลื่อนไหวราว 8 หมื่นบัญชี ลดลง 50% จากต้นปีก่อนที่บัญชีมีการเคลื่อนไหว 1.5 แสนบัญชี ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้น ลูกค้าที่หายไปส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากภาวะตลาดหุ้น ทำให้นักลงทุนไม่ลงทุน บางส่วนติดหุ้น เป็นไปตามสภาพตลาด

Advertisment

อย่างไรก็ตามในปีนี้ มุ่งเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้ลูกค้าลงทุนได้ง่ายขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง เพื่อเป็นทางเลือกการลงทุน ทั้งกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ อย่างการพัฒนาธุรกิจ “BLS TOP FUND Portfolio” ที่เริ่มอย่างเป็นทางการในปี 2566 ที่ผ่านมา ธุรกรรมดังกล่าวเป็นการจัดพอร์ตลงทุนผ่านกองทุนรวมที่บริษัทเป็นผู้คัดเลือกมาให้ ส่งผลให้ผู้ลงทุนสามารถรับผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 7-8%

ข้อดีของการลงทุนผ่านธุรกรรมดังกล่าว คือ บริษัทจะเป็นผู้เลือกกองทุนที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และสลับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ที่สำคัญไม่คิดค่าบริหารจัดการ ปัจจุบันมีลูกค้ารวม 500 ราย มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) 700 ล้านบาท ตั้งเป้าสิ้นปีนี้ AUM แตะ 2,000-3,000ล้านบาท พร้อมยังออกตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงช่วงที่ตลาดหุ้นไทยไม่ดี

นอกจากนี้ยังมีหุ้นกู้อนุพันธ์ ประเภทต่างๆ ด้วยตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนค่อนข้างมาก ทำให้การกระจายความเสี่ยงผ่านหุ้นกู้อนุพันธ์ดังกล่าวที่บริษัทนำเสนอ ช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและช่วยสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งทางตลาดในธุรกรรมดังกล่าวมากถึง 15% และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง