เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (1 ต.ค. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (1 ต.ค. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
ดีลเดือด 6 กสทช. X เลขาฯ กระชับอำนาจบอร์ด ชิงกำหนดวาระ
Tech ดีลเดือด 6 กสทช. X เลขาฯ กระชับอำนาจบอร์ด ชิงกำหนดวาระ
ต่างชาติถล่มขายหุ้นไทย 7 วันทะลุ 3 หมื่นล้าน ‘บล.เอเซีย พลัส’ เตือนปัจจัยลบซ้อนรบกวนเศรษฐกิจไทย
Finance ต่างชาติถล่มขายหุ้นไทย 7 วันทะลุ 3 หมื่นล้าน ‘บล.เอเซีย พลัส’ เตือนปัจจัยลบซ้อนรบกวนเศรษฐกิจไทย
‘เรือด่วนเจ้าพระยา’ ปรับค่าโดยสารขึ้น 1 บาท เริ่ม 5 ต.ค.นี้
Economic ‘เรือด่วนเจ้าพระยา’ ปรับค่าโดยสารขึ้น 1 บาท เริ่ม 5 ต.ค.นี้
สิงคโปร์ทำแอปเดทรัฐบาล หวังเพิ่มคู่แต่งงาน เพื่อพนักงานรัฐ
Tech สิงคโปร์ทำแอปเดทรัฐบาล หวังเพิ่มคู่แต่งงาน เพื่อพนักงานรัฐ
“ศุภจี” เปิดตัว “ใกล้เก็บเกี่ยว” ผนึก 4 กระทรวง ใช้ข้อมูลพุ่งเป้ารายพื้นที่ ประเดิมข้าวนาปี
Economic “ศุภจี” เปิดตัว “ใกล้เก็บเกี่ยว” ผนึก 4 กระทรวง ใช้ข้อมูลพุ่งเป้ารายพื้นที่ ประเดิมข้าวนาปี
เจ้าพระยาน้ำพุ่ง 2,610 ลบ.ม./วินาที จ่อเพิ่มระบาย 2,500 เตือน 6 จังหวัดน้ำขึ้น 20-60 ซม.
Economic เจ้าพระยาน้ำพุ่ง 2,610 ลบ.ม./วินาที จ่อเพิ่มระบาย 2,500 เตือน 6 จังหวัดน้ำขึ้น 20-60 ซม.
12 หุ้นกู้เรียงคิวขายเดือน ต.ค. A5 ดอกเบี้ย 7.30% ด้าน GULF เรตติ้ง AA-
Finance 12 หุ้นกู้เรียงคิวขายเดือน ต.ค. A5 ดอกเบี้ย 7.30% ด้าน GULF เรตติ้ง AA-
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (1 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (1 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
แบงก์กรุงเทพ เชื่อมั่น Sansiri Capital สนับสนุนสินเชื่อ 6,340 ล้าน เข้าซื้อโรงแรมหรู The Lake Como EDITION
Real Estate แบงก์กรุงเทพ เชื่อมั่น Sansiri Capital สนับสนุนสินเชื่อ 6,340 ล้าน เข้าซื้อโรงแรมหรู The Lake Como EDITION
ดูทั้งหมด

ต่างชาติถล่มขายหุ้นไทย 7 วันทะลุ 3 หมื่นล้าน ‘บล.เอเซีย พลัส’ เตือนปัจจัยลบซ้อนรบกวนเศรษฐกิจไทย

01 ต.ค. 2569 | 11:07น.

บล.เอเซีย พลัส เตือนปัจจัยลบซ้อนรบกวนเศรษฐกิจไทยรับช่วง Golden Week ต่างชาติถล่มขายหุ้นไทย 7 วันทะลุ 3 หมื่นล้าน ชู 5 หุ้นเด่นรับมือสภาวะตลาดผันผวน

รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและภาวะการลงทุน ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยระบุว่า ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทะยานขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) อายุ 10 ปี ที่พุ่งแตะระดับ 5.30% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขยายส่วนต่างกับผลตอบแทนพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) เทขายหุ้นไทยอย่างหนักตลอด 7 วันทำการรวมกว่า 30,600 ล้านบาท ผสานกับความเสี่ยงในประเทศที่เข้ามากระทบพร้อมกัน ทั้งมรสุมอุทกภัยฉับพลัน ปัญหากระเป๋าสัมภาระในสนามบินที่สุ่มเสี่ยงบั่นทอนบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงสัปดาห์หยุดยาวของจีน (Golden Week) และกรอบวินัยการคลังที่ตึงตัว

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินต่างประเทศยังคงถูกปกคลุมด้วยความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวสูง แม้ว่าสหรัฐจะรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวที่ +3.4% YoY ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ยังคงอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ระดับ 2.0% อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ยอดการใช้จ่ายผู้บริโภคของสหรัฐขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 1 ปี สะท้อนกำลังซื้อภาคประชาชนที่ยังคงแข็งแกร่ง ผสานกับราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวในระดับสูงจากการตึงตัวของสต๊อกน้ำมันดีเซลและเบนซินในเขตมิดเวสต์ของสหรัฐที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนเกิดกระแสความกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐ อาจพิจารณาห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลเพื่อรักษาปริมาณสำรองภายในประเทศ

ปัจจัยเงินเฟ้อและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งส่งผลให้เครื่องมือ FedWatch Tool ประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและทรงตัวยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดย Bond Yield 10 ปีแตะระดับ 5.28% และเคยขึ้นสูงสุดถึง 5.30% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 เพิ่มแรงกดดันต่ออัตราคิดลด (Discount Rate) และการประเมินมูลค่าหุ้นทั่วโลก

ทั้งนี้ ตลาดจับตาการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ในวันศุกร์นี้ (คาดชะลอตัวลงเหลือ 85,000 ตำแหน่ง) และอัตราเงินเฟ้อของยุโรป (คาดพุ่งแตะ +3.5% YoY) ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED และ ECB ในระยะถัดไป

ในฝั่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีสากล หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงส่งสัญญาณเติบโตอย่างทรงพลัง นำโดย Micron Technology (MU US) ที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีบัญชี 2026 เติบโตทำสถิติใหม่ด้วยรายได้ 5.42 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (+379% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) พุ่งแตะ $33.4 (+1003% YoY) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จากแรงหนุนของราคาชิป DRAM ที่ปรับขึ้น +55% QoQ และ NAND ที่พุ่งขึ้น +85% QoQ ซึ่งส่งผลดีเชิงบวกต่อ DR: SNDK80

ด้านบริษัท Alphabet (GOOGL US) ได้ประกาศเปิดตัวโมเดล AI เรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด “GEMINI 4 ARGON” ซึ่งเป็นโมเดล Frontier ขนาดใหญ่ที่ทำคะแนนทดสอบ Benchmark แซงหน้าคู่แข่งทั้ง GPT-6 ASTRA และ CLAUDE FABLE 5 ขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลก ส่งผลบวกโดยตรงต่อ DR: GOOGL01 ควบคู่ไปกับ DR: AAPL80 ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากสัปดาห์เปิดตัวสมาร์ตโฟนใหม่ 3 รุ่นกลางเดือนนี้

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศไทย กำลังเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายมิติที่เข้ามาสร้างแรงกดดันพร้อมกันในช่วงต้นไตรมาส 4/2569 ได้แก่

  • วิกฤตอุทกภัยฉับพลันมาเร็วเกินตั้งรับ:

สถานการณ์น้ำท่วมในระลอกล่าสุดเกิดขึ้นในลักษณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมตัวค่อนข้างจำกัด โดยกรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นสู่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และคาดการณ์มวลน้ำเหนือจากนครสวรรค์จะไหลลงมาแตะระดับ 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีในวันที่ 2 ตุลาคม

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝนตกหนักครอบคลุม 11 จังหวัดรวมกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 5-10 ตุลาคม บล.เอเซีย พลัส ประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากน้ำท่วม 1 สัปดาห์อาจสูงถึง 5,000-10,000 ล้านบาท และอาจกดดันให้ GDP งวดไตรมาส 3/2569 ชะลอตัวลงเหลือ 2.1-2.2%

  • ตรงจังหวะสัปดาห์หยุดยาว Golden Week ของจีน:

ช่วงวันที่ 1-7 ตุลาคม ถือเป็นช่วง Golden Week ซึ่งเป็น High Season สำคัญของนักท่องเที่ยวจีน แต่ไทยกลับเผชิญปัจจัยลบด้านภาพลักษณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วมและประเด็นความไม่สะดวกด้านการจัดการกระเป๋าสัมภาระในระบบสนามบิน ซึ่งเสี่ยงบั่นทอนความเชื่อมั่น ยอดการใช้จ่ายต่อหัว (Spending per Head) และระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว

  • ข้อจำกัดทางด้านวินัยการคลัง (Fiscal Space):

ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ระดับ 67.45% ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ส่งผลให้พื้นที่ในการกู้เงินเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเยียวยาขนาดใหญ่เหมือนในอดีตทำได้จำกัด ภาครัฐจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างระมัดระวังสูงสุด

  • แรงเทขาย Across the Board ของนักลงทุนต่างชาติ:

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยถูกกดดันหนักจากแรงขาย Risk-Off ของนักลงทุนต่างชาติที่เทขายสุทธิสะสมในตลาดหุ้นไทย 7 วันทำการสูงถึง 30,572 ล้านบาท (22 – 30 ก.ย.) ผลักดันให้มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นเกิน 1 แสนล้านบาท โดยหุ้นในกลุ่ม SET100 ปรับตัวลดลงเกือบทั้งหมดและมีหุ้นที่ปิดบวกได้เพียง 4 บริษัท สะท้อนภาพการกระจายแรงขายครอบคลุมทั่วทั้งกระดาน

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน

จากสภาวะตลาดที่มีแรงกดดันซ้อนกันหลายมิติ ทั้งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น เงินบาทอ่อนค่า ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ และอุณหภูมิทางการเมืองในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนจากการ “ค้นหาหุ้นขาขึ้น” ไปสู่การ “ค้นหาหุ้นทนทานต่อแรงขาย” และปรับเพิ่มการถือครองเงินสดเป็น 30-40% ของพอร์ตลงทุน โดยแบ่งกลุ่มหุ้นเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

  • กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่า:

สอดคล้องกับแรงขายต่างชาติที่ดันเงินบาทอ่อนตัว ได้แก่ หุ้นกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร เช่น CPF, ITC, KCE, HANA

  • กลุ่มหุ้นผันผวนต่ำและเข้าสู่ช่วง High Season (Defensive & Healthcare):

เป็นกลุ่มที่มีเกราะคุ้มกันเฉพาะตัวและแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่ง ได้แก่ BH, BDMS, BCH, PR9

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้นไทย