ต่างชาติถล่มขายหุ้นไทย 7 วันทะลุ 3 หมื่นล้าน ‘บล.เอเซีย พลัส’ เตือนปัจจัยลบซ้อนรบกวนเศรษฐกิจไทย
บล.เอเซีย พลัส เตือนปัจจัยลบซ้อนรบกวนเศรษฐกิจไทยรับช่วง Golden Week ต่างชาติถล่มขายหุ้นไทย 7 วันทะลุ 3 หมื่นล้าน ชู 5 หุ้นเด่นรับมือสภาวะตลาดผันผวน
รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและภาวะการลงทุน ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยระบุว่า ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทะยานขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) อายุ 10 ปี ที่พุ่งแตะระดับ 5.30% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขยายส่วนต่างกับผลตอบแทนพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) เทขายหุ้นไทยอย่างหนักตลอด 7 วันทำการรวมกว่า 30,600 ล้านบาท ผสานกับความเสี่ยงในประเทศที่เข้ามากระทบพร้อมกัน ทั้งมรสุมอุทกภัยฉับพลัน ปัญหากระเป๋าสัมภาระในสนามบินที่สุ่มเสี่ยงบั่นทอนบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงสัปดาห์หยุดยาวของจีน (Golden Week) และกรอบวินัยการคลังที่ตึงตัว
เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินต่างประเทศยังคงถูกปกคลุมด้วยความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวสูง แม้ว่าสหรัฐจะรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวที่ +3.4% YoY ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ยังคงอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ระดับ 2.0% อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ยอดการใช้จ่ายผู้บริโภคของสหรัฐขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 1 ปี สะท้อนกำลังซื้อภาคประชาชนที่ยังคงแข็งแกร่ง ผสานกับราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวในระดับสูงจากการตึงตัวของสต๊อกน้ำมันดีเซลและเบนซินในเขตมิดเวสต์ของสหรัฐที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนเกิดกระแสความกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐ อาจพิจารณาห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลเพื่อรักษาปริมาณสำรองภายในประเทศ
ปัจจัยเงินเฟ้อและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งส่งผลให้เครื่องมือ FedWatch Tool ประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและทรงตัวยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดย Bond Yield 10 ปีแตะระดับ 5.28% และเคยขึ้นสูงสุดถึง 5.30% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 เพิ่มแรงกดดันต่ออัตราคิดลด (Discount Rate) และการประเมินมูลค่าหุ้นทั่วโลก
ทั้งนี้ ตลาดจับตาการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ในวันศุกร์นี้ (คาดชะลอตัวลงเหลือ 85,000 ตำแหน่ง) และอัตราเงินเฟ้อของยุโรป (คาดพุ่งแตะ +3.5% YoY) ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED และ ECB ในระยะถัดไป
ในฝั่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีสากล หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงส่งสัญญาณเติบโตอย่างทรงพลัง นำโดย Micron Technology (MU US) ที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีบัญชี 2026 เติบโตทำสถิติใหม่ด้วยรายได้ 5.42 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (+379% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) พุ่งแตะ $33.4 (+1003% YoY) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จากแรงหนุนของราคาชิป DRAM ที่ปรับขึ้น +55% QoQ และ NAND ที่พุ่งขึ้น +85% QoQ ซึ่งส่งผลดีเชิงบวกต่อ DR: SNDK80
ด้านบริษัท Alphabet (GOOGL US) ได้ประกาศเปิดตัวโมเดล AI เรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด “GEMINI 4 ARGON” ซึ่งเป็นโมเดล Frontier ขนาดใหญ่ที่ทำคะแนนทดสอบ Benchmark แซงหน้าคู่แข่งทั้ง GPT-6 ASTRA และ CLAUDE FABLE 5 ขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลก ส่งผลบวกโดยตรงต่อ DR: GOOGL01 ควบคู่ไปกับ DR: AAPL80 ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากสัปดาห์เปิดตัวสมาร์ตโฟนใหม่ 3 รุ่นกลางเดือนนี้
เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศไทย กำลังเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายมิติที่เข้ามาสร้างแรงกดดันพร้อมกันในช่วงต้นไตรมาส 4/2569 ได้แก่
- วิกฤตอุทกภัยฉับพลันมาเร็วเกินตั้งรับ:
สถานการณ์น้ำท่วมในระลอกล่าสุดเกิดขึ้นในลักษณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมตัวค่อนข้างจำกัด โดยกรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นสู่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และคาดการณ์มวลน้ำเหนือจากนครสวรรค์จะไหลลงมาแตะระดับ 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีในวันที่ 2 ตุลาคม
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝนตกหนักครอบคลุม 11 จังหวัดรวมกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 5-10 ตุลาคม บล.เอเซีย พลัส ประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากน้ำท่วม 1 สัปดาห์อาจสูงถึง 5,000-10,000 ล้านบาท และอาจกดดันให้ GDP งวดไตรมาส 3/2569 ชะลอตัวลงเหลือ 2.1-2.2%
- ตรงจังหวะสัปดาห์หยุดยาว Golden Week ของจีน:
ช่วงวันที่ 1-7 ตุลาคม ถือเป็นช่วง Golden Week ซึ่งเป็น High Season สำคัญของนักท่องเที่ยวจีน แต่ไทยกลับเผชิญปัจจัยลบด้านภาพลักษณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วมและประเด็นความไม่สะดวกด้านการจัดการกระเป๋าสัมภาระในระบบสนามบิน ซึ่งเสี่ยงบั่นทอนความเชื่อมั่น ยอดการใช้จ่ายต่อหัว (Spending per Head) และระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว
- ข้อจำกัดทางด้านวินัยการคลัง (Fiscal Space):
ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ระดับ 67.45% ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ส่งผลให้พื้นที่ในการกู้เงินเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเยียวยาขนาดใหญ่เหมือนในอดีตทำได้จำกัด ภาครัฐจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างระมัดระวังสูงสุด
- แรงเทขาย Across the Board ของนักลงทุนต่างชาติ:
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยถูกกดดันหนักจากแรงขาย Risk-Off ของนักลงทุนต่างชาติที่เทขายสุทธิสะสมในตลาดหุ้นไทย 7 วันทำการสูงถึง 30,572 ล้านบาท (22 – 30 ก.ย.) ผลักดันให้มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นเกิน 1 แสนล้านบาท โดยหุ้นในกลุ่ม SET100 ปรับตัวลดลงเกือบทั้งหมดและมีหุ้นที่ปิดบวกได้เพียง 4 บริษัท สะท้อนภาพการกระจายแรงขายครอบคลุมทั่วทั้งกระดาน
เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน
จากสภาวะตลาดที่มีแรงกดดันซ้อนกันหลายมิติ ทั้งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น เงินบาทอ่อนค่า ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ และอุณหภูมิทางการเมืองในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนจากการ “ค้นหาหุ้นขาขึ้น” ไปสู่การ “ค้นหาหุ้นทนทานต่อแรงขาย” และปรับเพิ่มการถือครองเงินสดเป็น 30-40% ของพอร์ตลงทุน โดยแบ่งกลุ่มหุ้นเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
- กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่า:
สอดคล้องกับแรงขายต่างชาติที่ดันเงินบาทอ่อนตัว ได้แก่ หุ้นกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร เช่น CPF, ITC, KCE, HANA
- กลุ่มหุ้นผันผวนต่ำและเข้าสู่ช่วง High Season (Defensive & Healthcare):
เป็นกลุ่มที่มีเกราะคุ้มกันเฉพาะตัวและแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่ง ได้แก่ BH, BDMS, BCH, PR9