เกือบ 70 วันที่ “พิชัย ชุณหวชิร” เข้ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเศรษฐา 1/2
ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ที่รอวันสะสาง เร่งแก้ไข และผลักดันนโยบายใหม่
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เช็กปัญหาสุขภาพเศรษฐกิจประเทศไทย
อะไรแข็งแกร่ง-อะไรต้องให้ยาแรง และประคับประคอง
“โจทย์ใหญ่” เศรษฐกิจไทยโตต่ำ
“พิชัย” กล่าวว่า ประเทศไทยเศรษฐกิจเคยดีตั้งแต่โชติช่วงชัชวาลเป็นต้นมา ที่โตได้ 7-10% ต่อปี และหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งมาก็ยังโตสูงอยู่ในระดับใกล้ ๆ 6% แต่หลังจากนั้นเหลือโตประมาณ 4% และ 3% โดยช่วงโควิดโตเหลือ 0.4% กระทั่งปีที่แล้วโตแค่ 1.9% ส่วนปี 2567 นี้ ช่วงไตรมาส 1 โตได้ 1.5% ทั้งธนาคารโลก รวมถึงสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คิดว่าจะโต 2.4% แต่ตนยังต้องการผลักดันให้โตให้ได้ใกล้ ๆ 3%
“ในแง่ของผมยังมองว่าเรายังมีเวลาทำงาน และอยากจะผลักดันให้ขึ้นไปใกล้ ๆ 3% ให้ได้ เพื่อที่จะใช้เป็นฐานในปีหน้า (2568) ถ้าเราคิดว่า เราเข้าใจปัญหา และเราแก้ไขปัญหานี้ถูก ซึ่งองค์ประกอบการแก้ปัญหาต้องอาศัย 2 นโยบายควบคู่กัน คือ 1.นโยบายการเงิน และ 2.นโยบายการคลัง”
เร่ง “ลงทุน” ฟื้นศักยภาพประเทศ
สิ่งที่เจอคือ อัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ค่อนข้างต่ำ และต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยควรจะโตให้ได้อย่างน้อย 3.5% หรือมากกว่านั้นยิ่งดี เพราะที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก
“10 ปีเศษ การส่งออกตามตลาดที่เคยรู้จักอยู่ ขณะที่หลายประเทศเริ่มไปเซ็นสัญญาเจรจาการค้าเสรี (FTA) ตอนนี้ไทยกลับมาเริ่มเรื่อง FTA ไปปลุกตลาดที่เราเคยหายไป และหาตลาดใหม่ แต่ถ้าเราไปดูคู่แข่ง คนที่ไปก่อนก็จะเกิดความรู้สึกตกใจ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม เขาทำมาแล้วเกือบ 10 ปี”
“พิชัย” กล่าวว่า การดึงการลงทุนไม่ใช่ว่าที่อื่นทำไปแล้ว ไทยไม่ต้องทำ ไม่ว่าจะ Google หรือ Microsoft ถ้ารู้จักผู้ที่ทำธุรกิจประเภทนี้ หรือผลิตพวกนี้ จริง ๆ แล้วต้องรู้ว่า Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) ทำให้วันนี้ทุกคนจะไม่พึ่งพาที่ใดที่หนึ่งแล้วในเรื่องการผลิต ดังนั้นแม้ว่าพวกนี้จะไปลงที่มาเลเซีย หรือเวียดนามแล้ว แต่ก็ต้องหาที่ลงทุนเพิ่มเพื่อบาลานซ์ ซึ่งประเทศไทยมีโอกาส
“อิเล็กทรอนิกส์ ต้องการพลังงานสีเขียว เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับดิจิทัลใช้ไฟฟ้าเยอะ เขาต้องการไฟฟ้าสีเขียว เพราะพวกนี้สิ่งที่เป็นแบรนด์ของเขาจริง ๆ แล้วถ้ามาดู ระหว่างมาเลเซียกับเรา ถ้าจะผลิตไฟฟ้าสีเขียว ใครมีโอกาสมากกว่า เรามีพื้นที่ใหญ่กว่า แล้วเราก็อยู่ติดกับ สปป.ลาว เพราะฉะนั้น เขาก็มองเห็นศักยภาพตรงนี้ ถ้าเขาคิดว่าจะหาที่ใหม่ ผมจึงไม่แปลกใจที่วันนี้ Google ก็ยังคุยกับเราอยู่”
ขณะที่เรื่องรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ก็จำเป็นต้องนับหนึ่ง ซึ่งเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เป็นความหวังที่ทุกประเทศต้องการจะไป แต่วันนี้ทุกคนเริ่มแผ่วลง เนื่องจากเริ่มมองถึงทางเลือกของเทคโนโลยีอื่นด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่น ก็ไม่ต้องการใช้แบตเตอรี่อย่างเดียว แต่อาจจะใช้ไฮโดรเจนด้วย

ระยะสั้นหนุนท่องเที่ยว-ดึง FDI
การฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น รมว.คลังเจาะไป 2 เรื่อง คือ 1.เซ็กเตอร์การท่องเที่ยว ดังนั้น ภาครัฐได้ออก IGNITE THAILAND มา โดยโครงการส่วนใหญ่ก็จะสัมพันธ์กับเรื่องการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การบินเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว หรือเรื่อง Healthy ต่าง ๆ เดินหน้าเต็มที่
2.การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เรื่องศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามา ควรที่จะมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ใน EEC ในบริเวณนั้นเราจะเน้นเรื่องที่เป็นสีเขียว และจะต้องสานต่อ โครงการที่ใหญ่อยู่ใน EEC ก็คือ รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และอู่ตะเภา เราต้องลงไปดูว่าทำอย่างไร จะต้องปรับรูปแบบอย่างไร เพื่อให้มันเกิดขึ้นให้ได้ เพื่อให้การลงทุนในประเทศเกิด ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดแข็งของเราด้วย
ชี้ “นโยบายการเงิน” ต้องช่วย
“พิชัย” กล่าวอีกว่า หากสังเกตดูที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทยเป็นบวก คนไทยไม่ลงทุนในประเทศ แต่มีการนำเงินออกไปลงทุนนอกประเทศสูงมาก บางบริษัทลงทุนหลายแสนล้านบาท บางบริษัท 4-5 หมื่นล้านบาท เพราะไม่เห็นโอกาสลงทุนในประเทศ
“แต่วันนี้รัฐบาลเปิด ผมหวังว่าทุกคนจะหันมามองการลงทุนในประเทศ ซึ่งแนวโน้มหลังจากนี้การลงทุนต่างประเทศ ผมเชื่อว่าน่าจะเริ่มแผ่วลง เพราะว่าไปแล้ว อาจจะไม่เป็นไปตามที่คิดก็ได้ ผมคิดว่าเงินลงทุนของคนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศอาจจะเริ่มเปลี่ยนทิศกลับเข้ามา”
“พิชัย” กล่าวว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำไปพร้อม ๆ กันนี้ ต้องอาศัยทั้งนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) และนโยบายการเงิน (Monetary Policy) ควบคู่กัน ไม่สามารถใช้แต่นโยบายการคลังอย่างเดียวได้
“เราต้องทำหลายอย่างพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้น นโยบายการคลังไม่สามารถไปคนเดียวได้ ต้องไปพร้อมกับนโยบายการเงิน จะต้องสอดคล้องกัน เพราะนโยบายการเงิน เมื่อกำหนดไปแล้ว จะมีผลต่อค่าเงิน ดอกเบี้ย ซึ่งค่าเงินและดอกเบี้ยก็จะมีผลต่อการส่งออก และมีผลต่อการลงทุนในตลาดทุนด้วย”
แก้หนี้ครัวเรือนโจทย์เร่งด่วน
“พิชัย” กล่าวอีกว่า การจะผลักดันให้ประเทศเดินต่อไปได้ ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ 1.ทำให้คนที่เป็นหนี้อยู่เดิมมีภาระหนี้ลดลง คือ ต้องปรับโครงสร้างหนี้
2.มีความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ ช่วงแรก 6 เดือนแรก หรือ 1-2 ปีแรก ตัดเงินต้นลดลง แล้วค่อยไปปรับเพิ่มทีหลัง หรือหากบางคนยอดหนี้น้อย ช่วง 6 เดือนแรก อาจให้ดอกเบี้ย 0% ก่อนก็ได้ แล้วค่อยจ่ายทีหลัง คือทำทุกวิถีทางเพื่อให้ภาระหนี้ลดลง เพราะว่าที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งจำเป็น ไม่มีใครอยากถูกยึด
“ที่ผ่านมาผมใช้กลไกของสถาบันการเงินภาครัฐก่อน ทำให้ดูก่อน จะเห็นได้ว่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน เราลดภาระลง พูดง่าย ๆ คือ ท่านเคยผ่อน 1 ล้าน วันนี้ท่านผ่อนยาวขึ้นไป ปรับโครงสร้างให้ถึงอายุ 80 ปี หรือถ้ารับราชการมีบำนาญ ปรับให้ถึง 80-85 ปี เมื่อผ่อนยาวขึ้น ภาระหนี้น้อยลง แต่ยอดหนี้ยังไม่ลด”
ชี้แบงก์พาณิชย์ต้องช่วยด้วย
“พิชัย” กล่าวอีกว่า การที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ ต้องใช้ 3 เสาหลักเป็นสำคัญ โดยประชาชน เอสเอ็มอี ต้องฟื้นก่อน นอกจากแบงก์รัฐแล้ว ธนาคารพาณิชย์ก็น่าจะต้องช่วยประชาชนให้มากขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมา 3 เสาหลัก คือ
1.ประชาชน กับเอสเอ็มอี 2.ผู้ผลิต 3.รัฐบาล เริ่มลำบาก แต่สถาบันการเงินเข้มแข็งมาก โดยหากดูอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) สถาบันการเงินไทย จะเห็นว่าสวยงามมาก ตัวเลขดี ความเสี่ยงน้อย เข้มแข็งมาก ซึ่งต้องชมเชยผู้กำกับดูแลที่ทำให้เข้มแข็ง
“สถาบันการเงินส่วนใหญ่ตั้งสำรองหนี้สูงหมด แต่ถ้าไปเรียกเก็บหนี้มา ก็กำไรแล้ว ดังนั้นทำไมไม่ช่วยกันดูแล ทำให้เขารอด แล้วสุดท้ายวันหนึ่งเขาก็จะกลับมาเป็นลูกค้าอีก วันนี้ประชาชนลำบาก ผมเชื่อว่าสถาบันการเงินต้องนั่งคิดแล้วว่าสงสัยต้องกลับมาช่วย และดูตัวอย่างแบงก์รัฐ เพราะช่วยได้”
ให้ความสำคัญลงทุนก่อนแจกเงิน
“พิชัย” กล่าวว่า ในด้านนโยบายการคลัง แน่นอนว่า รัฐจะต้องใช้เงิน กระจายให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างขีดความสามารถ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ภาคเกษตรที่มีปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องปุ๋ย เรื่องการขนส่ง เรื่องการตลาด เรื่องราคา ก็ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ
“รัฐบาลต้องลงทุนเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ก็ต้องตั้งงบประมาณเพื่อมาดูแลตรงนี้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำภายใต้กรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ก็ต้องบอกว่าใช้เม็ดเงินเต็มเกณฑ์ เพราะมีความจำเป็นต้องใช้”
ส่วนการที่มีคนมองว่า รัฐบาลทุ่มงบฯไปให้โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลตเป็นหลักนั้น “พิชัย” กล่าวว่า จริง ๆ แล้วงบประมาณถูกจัดสรรไปหมดแล้ว แล้วมาดูว่ามีช่องไหนที่เหลือพอจะเป็นแหล่งเงินให้ดิจิทัลวอลเลต โดยไม่ผิดวินัยการเงินการคลัง เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น
ทั้งนี้ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ฝากความหวังไว้กับดิจิทัลวอลเลตอย่างเดียว แต่ต้องการใส่เม็ดเงินลงไปเพื่อช่วยกระตุ้นเท่านั้น