แบงก์ประสานเสียงสินเชื่อเอสเอ็มอีครึ่งปีหลังยังเหนื่อย เน้นประคองลูกค้าเดิม-เข้มงวดสินเชื่อใหม่-คุมหนี้เสียไม่ให้เพิ่ม “กสิกรไทย” ชะลอปล่อยกู้ลูกค้ากลุ่มเสี่ยง “เปิดบริษัทใหม่-ยอดขายต่ำกว่า 5 ล้านบาท” ขณะที่ “กรุงศรี” ตั้งเป้าสินเชื่อโต 2-3% ชี้ภาคผลิต-ค้าส่งค้าปลีกยังโตได้ ห่วงภาคส่งออกยังอ่อนแอ ฟาก “ทีทีบี” เน้นปล่อยสินเชื่อผ่าน Supply Chain Programs-กลุ่มที่มีรายได้จากการรับงานภาครัฐ
นายชัยยศ ตันติพิสุทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีในช่วงที่เหลือของปี 2567 นี้ ธนาคารยังคงระมัดระวัง โดยจะเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายเดิมที่ต้องการสภาพคล่อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นวงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) ส่วนลูกค้ารายใหม่จะปล่อยค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจรายใหม่เกิดขึ้นน้อย ซึ่งรายใหม่ที่ปล่อยธนาคารจะเน้นกลุ่มที่มีหลักประกัน หรือมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกกรมขนาดย่อม (บสย.) หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เข้ามาสนับสนุน

ขณะที่ในส่วนของลูกค้าที่เป็นบริษัทเปิดใหม่อาจจะไม่ได้ปล่อยสินเชื่อให้ หรือกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็ก (SSME) ที่มียอดขายต่ำกว่า 5 ล้านบาท ธนาคารก็จะชะลอการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการผ่อนชำระหนี้ไม่ไหว
“สินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้จะเน้นประคองการเติบโต ไม่ให้สินเชื่อติดลบ ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีการบริหารจัดการและประคองไม่ให้เร่งตัวเพิ่มขึ้น” นายชัยยศกล่าว
นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SMEs ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ภายใต้ประมาณการเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัว 2.4% ทิศทางการดำเนินงานและกลยุทธ์ธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2567 โดยธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ 2-3% และเน้นการบริหารจัดการคุณภาพของสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยธนาคารยังมุ่งเน้นการเป็น Main Operating Bank ผ่านกลยุทธ์ “3GO” ได้แก่ Go Green, Go Digital และ Go Beyond

โดยธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีเป็นกลุ่มภาคการผลิตและค้าส่งค้าปลีกที่รับปัจจัยหนุนมาจากมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ จากภาครัฐ อาทิ EEC และการเร่งตัวของการเบิกจ่ายงบฯลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง โดยกลุ่มนี้ธนาคารสนับสนุนธุรกิจด้วยโซลูชั่นต่าง ๆ โดยเฉพาะผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดกระบวนการของลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้ามีต้นทุนธุรกิจที่ลดลง และสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง
ขณะที่กลุ่มที่ยังต้องระมัดระวังนั้น เป็นกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอ่อนตัว ซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออก อัตราดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ และหนี้ครัวเรือนในประเทศที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งธนาคารมีมาตรการช่วยเหลือ พร้อมทั้งมีทีมลูกค้าสัมพันธ์ (RM) ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลูกค้าสามารถประคองตัวและฟื้นตัวได้ในระยาว
“ภาพรวมเอ็นพีแอลยังอยู่ต่ำกว่าอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่ยังมีลูกค้าบางกลุ่มที่ยังคงเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็ก ซึ่งธนาคารได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาความเหมาะสมเป็นราย ๆ ไป” นางสาวดวงกมลกล่าว
นายวิสูจน์ ตั้งอดุลย์รัตน์ ประธานกลุ่ม บริหารความสัมพันธ์ธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัวจากครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยบวกจากการใช้จ่ายของภาครัฐและการเบิกใช้งบประมาณ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของการบริโภคเอกชน เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังเติบโตได้ดีส่วนใหญ่จะอยู่ในธุรกิจที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิต และส่งออกที่ยังเติบโตได้ ขณะที่ธุรกิจที่มีสัญญาณชะลอตัว จะอยู่ในเซ็กเตอร์ที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ เช่น Consumer Retailers และ Wholesalers
สำหรับเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อเอสเอ็มอีปี 2567 ของทีทีบี คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2566 โดยธนาคารเน้นในกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพดี ที่มีความต้องการสินเชื่อทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่องและขยายธุรกิจ โดยธนาคารยังมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อผ่าน Supply Chain Programs รวมถึงธุรกิจที่มีรายได้จากการรับงานภาครัฐ ซึ่งเริ่มมีการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งปีหลัง
“เราให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้ากลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ธนาคารสามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว จึงทำให้คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารเป็นไปตามเป้าหมาย ระดับหนี้เสียทรงตัวจากปีก่อนหน้าที่ประมาณ 2.6% ด้านคุณภาพสินเชื่อ SMEs ยังมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2566 เช่นกัน” นายวิสูจน์กล่าว