คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 จากครั้งที่แล้ว และหากนับในช่วงเวลาตั้งแต่ปลายปี 2567 เป็นต้นมา ดอกเบี้ยนโยบายลดลง 3 ครั้งแล้ว กระทั่งมาอยู่ที่ 1.75% ซึ่งแน่นอนว่ามาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก จากสงครามการค้ารอบใหม่
สำหรับในแง่การส่งผ่านนโยบาย “นริศ สถาผลเดชา” ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยของ กนง. ไม่ได้เซอร์ไพรส์ เพราะตลาดคาดการณ์กันอยู่แล้ว สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) อายุ 2 ปี ลงมาที่ระดับ 1.5% กว่ามาสักพักแล้ว ดังนั้น ระบบแบงก์ก็คงมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้านี้

โดยอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง หรือ “M Rate” ก็คงจะปรับลงทั้งหมดทั้งระบบ อย่างไรก็ดี สินเชื่อบ้าน และรถจะเป็นดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งปัจจุบันอัตราก็ต่ำดังนั้น การลดดอกเบี้ยจึงแทบไม่ส่งผลกับสินเชื่อที่มีหลักประกันของรายย่อย ส่วนสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ดอกเบี้ยจะสูง และไม่ค่อยอ่อนไหวกับดอกเบี้ยตลาดอยู่แล้ว แต่กลุ่มเอสเอ็มอี โดยเฉพาะที่เป็น Working Cap. หรือสินเชื่อทุนหมุนเวียน ที่ใช้ดอกเบี้ยลอยตัว จะได้รับอานิสงส์เต็ม ๆ
“แต่ทุกครั้งการลดดอกเบี้ย ไม่ใช่ลงแบบ 1 ต่อ 1 อย่าง กนง. ลด 0.25% ส่วนใหญ่ก็จะลดกัน 0.1% กว่า ๆ ซึ่งเดี๋ยวก็คงเริ่มเห็นกันในช่วงสัปดาห์ข้างหน้านี้ แต่การส่งผ่านโดยรวมก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ไตรมาส ดังนั้นการลดเร็ว ก็ดีกว่าลดช้า หากดูแล้วว่าเศรษฐกิจจะชะลอ”
“นริศ” กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี มองว่าดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวเสริม ดังนั้น การดำเนินนโยบายช่วงนี้คงต้องผสมผสาน เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจรอบนี้ คาดว่าจะกินเวลาค่อนข้างยาว แต่จะไม่ได้กระทบเชิงลึกมาก เหมือนตอนโควิดที่เศรษฐกิจไทยหดตัว ดังนั้นจึงคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายก็คงลดลงไปไม่เกิน 1.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% หรือลดอีกประมาณ 2 ครั้ง
“ครัวเรือนเหนื่อยอยู่แล้วเพราะหนี้สูง และรายได้ยังไม่กลับมา แต่รอบนี้ช็อกเรื่องทรัมป์ เป็นช็อกของบริษัทขนาดใหญ่ที่ส่งออกเป็นหลัก ซึ่งก็กระทบ 3 ระดับ คือส่งออกตรง ๆ ไม่ได้ ก็คือบริษัทขนาดใหญ่ ต่อมาก็ซัพพลายเชนที่อยู่ในบริษัทขนาดใหญ่นั้น ถัดมาก็จ้างงาน แต่บริษัทขนาดใหญ่จ้างงานรวมกันแค่ 5 ล้านคน ไม่เหมือนเอสเอ็มอีที่จ้างงาน 20 ล้านคน”
ส่วนการปรับมุมมองเครดิตประเทศไทยแนวโน้มเป็นลบของทาง “มูดีส์” นั้น “นริศ” กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะบริษัทเรตติ้งบอกตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่า หากเศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 3% และยังไม่มีแผนปิดช่องว่างทางการคลัง ก็มีโอกาสที่จะปรับลดมุมมอง อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้กระทบอันดับเครดิตแต่อย่างใด
“เรตติ้งเราอยู่ระดับเดิมมาตั้งแต่ปี 2004 หรือ 20 ปีมาแล้ว ผ่านทั้งวิกฤตการเมืองที่มีปิดสนามบิน น้ำท่วมใหญ่ ซับไพรม รวมถึงโควิดมา แต่ยังอยู่ระดับเดิม เพียงแค่ปรับมุมมอง ฉะนั้นความเสี่ยงที่จะโดนลด ก็มีแต่ไม่ได้มาก หากเรามีแผนในการปิดช่องว่างทางการคลัง”
ฟาก “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ย ก็คงเป็นไปตามที่เลขานุการ กนง.บอก ว่าคงไม่ได้ส่งผ่านทั้งหมด โดยปกติก็จะมีทั้งการลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝาก โดยเฉพาะฝั่งเงินกู้น่าจะลดแถว ๆ 0.15%

“กนง.มีทั้งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ หมายความว่าเศรษฐกิจดูมีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งปีนี้และปีหน้า ซึ่งถ้าพูดถึงความเสี่ยงด้านเครดิตก็จะยังสูง ดังนั้น ที่พูดกันว่าลดดอกเบี้ย เพื่อหวังผลกระตุ้นเศรษฐกิจ สินเชื่อจะปล่อยมากขึ้น คนจะบริโภคมากขึ้น อันนี้คงไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังได้ในภาวะแบบนี้ จึงมองว่าคนที่จะได้ประโยชน์คือ ผู้กู้เดิม ที่ภาระดอกเบี้ยลดลง ส่วนคนกู้ใหม่ แบงก์คงดูความเสี่ยงรายบุคคลมากขึ้น ภาพรวมสินเชื่อคงไม่ได้โตอะไร สรุปคือการลดดอกเบี้ยรอบนี้ ผมมองเป็นการประคอง ไม่ใช่กระตุ้น”
ทั้งนี้ ช่วงที่เหลือของปีนี้มองว่า ดอกเบี้ยของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.25% หรือลดลงได้อีก 2 ครั้ง ซึ่งในรอบหน้าเดือน มิ.ย. 68 ก็มีโอกาสที่ปรับลดต่อเนื่องอีกครั้ง เพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวหนักและบรรเทาปัญหาหนี้ รวมถึงรองรับผลกระทบสงครามการค้าที่ปะทุอีกรอบในเดือน ก.ค. หลังครบกำหนด 90 วัน เพราะนโยบายการเงินกว่าจะส่งผ่านนโยบายต้องใช้เวลา 6 เดือน
“เดิมก่อนจะมีสงครามการค้า เรามองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะลงไปอยู่ที่ 1.50% แต่พอมีสงครามการค้า เราก็มองว่าปลายปีดอกเบี้ยน่าจะลงไปที่ 1.25%”
กรณี “มูดีส์” ปรับมุมมองเครดิตไทยนั้น “ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า มองว่าเป็นสัญญาณเตือน ยังไม่ได้ปรับอันดับเครดิต แต่หากไม่ทำอะไรเลย ปีหน้าก็มีความเสี่ยงถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งลง ซึ่งรัฐบาลคงต้องหันมาพิจารณาเรื่องการใช้เงิน ว่าใช้แล้วจะให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจมากที่สุดได้อย่างไร ดังนั้น การดำเนินนโยบายหลังจากนี้ คงต้องเป็นการโฟกัส “เฉพาะจุด” มากขึ้น