สำนักงาน คปภ. แจ้งความคืบหน้าล่าสุด ข้อเท็จจริงคดีสวมชื่อญาติทำประกัน วงเงิน 120 ล้านบาท
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข้อร้องเรียนต่อเพจต้นอ้อมูลนิธิเป็นหนึ่ง และการนำเสนอข่าวในรายการโหนกระแส กรณีนายธนาญวัฒน์ ธนินอมรวิสิฐ (นายธนาญวัฒน์ฯ) เล่าว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2565 นายธนาญวัฒน์ฯ ขับขี่รถจักรยานยนต์ เกิดอุบัติเหตุถูกรถกระบะขับชน เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ โดยนายธนาญวัฒน์ฯ เชื่อว่าผู้ขับขี่รถกระบะคันดังกล่าว คือ นายบอย (ไม่ทราบชื่อ-สกุล) ซึ่งเป็นตำรวจในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
ต่อมา นางสาวพัชรวรินทร์ สันติพงษ์ไพบูลย์ (นางสาวพัชรวรินทร์ฯ) ภรรยาของ นายธนาญวัฒน์ฯ ได้ตรวจพบว่ามีการทำกรมธรรม์ประกันชีวิตและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุในนามของนายธนาญวัฒน์ฯ และนางสาวพัชรวรินทร์ฯ มูลค่าความคุ้มครองรวมกว่า 120 ล้านบาท โดยมีการระบุชื่อผู้รับประโยชน์คือ นางสาววัชรี ผลพิมาย (นางสาววัชรีฯ) ญาติของนางสาวพัชรวรินทร์ฯ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนางสาววัชรีฯ
นอกจากนี้ นางสาวพัชรวรินทร์ฯ ได้พบใบเสร็จตรวจร่างกายของ นายธนาญวัฒน์ฯ ซึ่งลงวันที่ขณะที่นายธนาญวัฒน์ฯ ยังรับโทษอยู่ในเรือนจำ ประกอบกับได้เห็นข้อความการสนทนาในแอพพลิเคชันไลน์ ระหว่างนางสาววัชรีฯ และสามีของนางสาววัชรีฯ ว่า นางสาววัชรีฯ สั่งฆ่านายธนาญวัฒน์ฯ ด้วยหลักฐานทั้งหมดที่ปรากฏเป็นเหตุให้ นายธนาญวัฒน์ฯ และ นางพัชรวรินทร์ฯ เชื่อว่า นางสาววัชรีฯ เป็นผู้ทำประกันภัย โดยอาศัยชื่อของบุคคลทั้งสอง ก่อนจัดฉากฆาตกรรมเพื่อหวังเอาเงินประกันภัย
ภายหลังทราบข่าว นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มิได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ฯ ดังกล่าว จึงมีบัญชาให้ นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ คปภ. เป็นประธานในการประชุมหารือร่วมกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 และนายจอม จีระแพทย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกฎหมายและคดี คปภ. ได้มีหนังสือเชิญให้ตัวแทนประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
โดยจากการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ปรากฏว่า ตั้งแต่ปี 2563 นายธนาญวัฒน์ฯ มีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันชีวิตและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ รวม 36 กรมธรรม์ ทุนเอาประกันภัย 119,522,325 บาท โดยกรมธรรม์ประกันภัยของนายธนาญวัฒน์ฯ จำนวน 19 กรมธรรม์ ระบุชื่อ นางสาววัชรีฯ เป็นผู้รับประโยชน์ โดยอ้างสถานะเป็นภรรยา
ส่วนนางสาวพัชรวรินทร์ฯ มีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันชีวิตและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ รวม 22 กรมธรรม์ ทุนเอาประกันภัย 56,577,300 บาท โดยกรมธรรม์ประกันภัยของ นางสาวพัชรวรินทร์ฯ ปรากฏชื่อ มารดา ของนางสาวพัชรวรินทร์ฯ และ ป้าของนางสาวพัชรวรินทร์ฯ ซึ่งเป็นมารดาของนางสาววัชรีฯ เป็นผู้รับประโยชน์ รวมกรมธรรม์ประกันภัยทั้งหมด 58 กรมธรรม์ ทุนประกันภัยกว่า 176 ล้านบาท
ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม สำนักงาน คปภ. พบว่า ระยะเวลาที่จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยนั้น อยู่ระหว่างการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยมี 2 แบบ คือ การพบหน้า (Face-to-face) และผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (Facebook) โดยผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) โดยซึ่งตัวแทนประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยทั้งหมดข้างต้นจะได้รับการติดต่อจากนางสาววัชรีฯ เพื่อซื้อกรมธรรม์ให้แก่นายธนาญวัฒน์ฯ และนางสาวพัชรวรินทร์ฯ โดยอ้างว่านายธนาญวัฒน์ฯ เป็นสามี และนางสาวพัชรวรินทร์ฯ เป็นญาติ แต่ใบคำขอเอาประกันภัยปรากฏลายมือชื่อนายธนาญวัฒน์ฯ และนางสาวพัชรวรินทร์ฯ
ประกอบกับ ตัวแทนประกันภัยบางรายได้ให้ปากคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ผู้เอาประกันภัยทั้ง 2 ราย อยู่ในเหตุการณ์การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งบริษัทประกันภัยทุกแห่งได้รับชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยโดยการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของ นายธนาญวัฒน์ฯ และนางสาวพัชรวรินทร์ฯ เอง จึงเป็นเหตุให้บริษัทประกันภัยเชื่อได้ว่า บุคคลทั้งสองได้แสดงเจตนาทำกรมธรรม์ประกันภัยด้วยตนเอง จึงพิจารณารับประกันภัย
ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า กรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับของนายธนาญวัฒน์ฯ และนางสาวพัชรวรินทร์ฯ มิได้จัดทำขึ้นขณะอยู่ในเรือนจำแต่อย่างใด แต่ในส่วนของกรมธรรม์ประกันภัยบางฉบับที่มีการขอเอกสารประวัติสุขภาพเพิ่มเติม มีการขอเอาประกันภัยก่อนเข้าเรือนจำเพียง 2-3 วัน เป็นเหตุให้อาจมีการนำส่งเอกสารและพิจารณารับประกันภัยระหว่างที่ผู้เอาประกันภัยอยู่ในเรือนจำ จึงอาจทำให้ปรากฏข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้
สำนักงาน คปภ. ขอเรียนว่า ตามหลักกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยนั้น สัญญาประกันภัยมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งต้องอาศัยการแสดงเจตนาของคู่สัญญา โดยผู้รับประกันภัยตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และมีผู้เอาประกันภัยซึ่งมีความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยได้ตกลงจะชำระเบี้ยประกันภัยด้วยตนเอง เพื่อให้สัญญาประกันภัยมีผลใช้บังคับ
ทั้งนี้ ในการแสดงเจตนาเพื่อเอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นผู้แสดงเจตนาด้วยตนเอง เช่น การกรอกข้อมูลและลงลายมือชื่อ ในใบคำขอเอาประกันภัย นอกจากนี้ ในการทำสัญญาประกันภัย มีหลักกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยจะต้องมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัย มิเช่นนั้น สัญญาประกันภัยจะไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างใด หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า
ในการทำสัญญาประกันภัยดังกล่าว ผู้เอาประกันภัยไม่ได้เป็นผู้แสดงเจตนาในการทำสัญญาประกันภัย และไม่ได้เป็นผู้ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย และในการทำสัญญาประกันภัยก็ไม่ปรากฏว่าบุคคลผู้ทำสัญญาประกันภัยนั้นมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยหรือมีบุคคลทำตัวเป็นนายทุนออกค่าเบี้ยประกันภัยให้โดยไม่มีส่วนได้เสีย บริษัทประกันภัยในฐานะคู่สัญญาจะไม่มีความผูกพันในการให้ความคุ้มครองหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย และอาจยึดหน่วงเงินที่มีการนำส่งให้บริษัทประกันภัยไว้จนกว่าจะมีการพิสูจน์เจตนาได้ว่ามีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ใด หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสายด่วน คปภ. โทร. 1186