สัมภาษณ์
“ครึ่งปีหลัง ภาพใหญ่ ๆ คือ อัพไซด์ของตลาดหุ้นโลกจำกัด จะไม่ขึ้นยกแผง ส่วนหนึ่งมาจากตลาดหุ้นสหรัฐ ความไม่แน่นอนเรื่องภาษีทรัมป์ กับเรื่องการจ้างงานที่เริ่มชะลอให้เห็น มันจะทำให้นักลงทุนเริ่มชะลอการลงทุนจริง ๆ บวกกับตลาดหุ้นอเมริกาอยู่ในระดับ All Time High และ Valuation ค่อนข้างตึง อย่าง S&P กลับมาอยู่ในโซนแพงเหมือนก่อนวิกฤตโควิดอีกแล้ว ตรงนี้ทำให้เม็ดเงิน ที่เรียกว่าเป็นพวก Fundamental หรือแคร์เรื่อง Valuation จัด ๆ จะ Wait and See และไม่กล้าลงทุน”
“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา ฉายภาพทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ โดยกล่าวว่า ตอนนี้เม็ดเงินในตลาดหุ้นสหรัฐที่วิ่งไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็น Hot Money (เงินร้อน) ที่เล่นตามเทรนด์”
หุ้น “เทค-AI” ยังแรง แต่ต้องเลือก
สำหรับตอนนี้ กระแส (เทรนด์) การลงทุนที่ชัดที่สุด คือ เทรนด์ที่เกี่ยวกับ AI (ปัญญาประดิษฐ์) โดยช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นที่เกี่ยวกับ AI อย่างหุ้น 7 นางฟ้า หรือพวกหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ทั้งหลาย ประกาศกำไรออกมาไม่ได้แย่ ดีกว่าตลาดคาดด้วยซ้ำ บริษัทที่เป็นเจ้าของ AI ใหญ่ ๆ ก็ยังมีการลงทุนต่อเนื่อง อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ Microsoft เปิดตัว ChatGPT-5 ซึ่งว่ากันว่า “ฉลาดเท่าด็อกเตอร์”
“ด้วยความที่หุ้น AI ตอนนี้ที่เห็นในเชิงประจักษ์ว่าได้ประโยชน์จากเทรนด์ AI จริง ๆ ยังมีไม่กี่เจ้า เพราะเจ้าที่เก่งเรื่อง AI ต้องเป็นเจ้าที่มี Data (ข้อมูล) เยอะ ๆ ซึ่งต้องเป็นพวกแพลตฟอร์ม เป็นพวก Big Tech เท่านั้น ดังนั้น เงิน Hot Money มันเลยวิ่งเข้าแต่หุ้น Tech แต่เซ็กเตอร์อื่นแทบไม่วิ่งเข้าเลย ตรงนี้เลยเป็นปัญหา ว่าถ้าหุ้น Tech ยังวิ่งไปเรื่อย ๆ เพราะกระแส AI ดี แต่หุ้นอื่นไม่วิ่งเลย ภาพมันจะเป็นยังไง ก็ต้องมาจับตาดูกันต่อ”
ดังนั้น การลงทุนหุ้นสหรัฐ ต้อง Selective Buy เลือกที่เป็น Big Tech
3 ประเทศได้ประโยชน์เทรนด์ AI
“ชยนนท์” กล่าวต่อว่า ถามว่าหุ้นตัวอื่นนอกสหรัฐ จะไปได้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับ AI ก็จะอยู่ในสหรัฐทั้งนั้น คำตอบ คือ จะขึ้นกับ Valuation (การประเมินมูลค่าหุ้น) แล้ว ว่า 1.ที่ไหนยังอยู่ในโซนถูก 2.ที่ไหนยังไม่ค่อยวิ่ง หรือ 3.ที่ไหนเมื่อเจอภาษีทรัมป์แล้วยังพอจะมีการแข่งขันและสู้คนอื่นไหว จะขึ้นกับ 3 ปัจจัยนี้เป็นหลัก
โดยที่เกี่ยวข้องกับ AI จะมี 3 ประเทศ คือ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น อย่างไต้หวัน ที่มีบริษัทผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) มีน้ำหนักสูงถึง 40% ของดัชนี ดังนั้นหากครึ่งปีหลัง หุ้น AI ที่สหรัฐวิ่ง หุ้นไต้หวันจะวิ่งต่อ
ขณะที่การลงทุนใน AI Infrastructure ถ้า NVIDIA วิ่ง งบฯ ออกมาแสดงว่า มียอดสั่งซื้อเข้ามามาก ต้องผลิตเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก สุดท้ายก็ต้องใช้ Memory Chip ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่สุดของโลก ก็คือ SK Hynix กับ Samsung ดังนั้นจึงแปลว่า หุ้นเกาหลีใต้ก็จะยังวิ่งต่อไปได้
“แล้วต่อไป หากเกม AI มันไปจริง หลังจากนี้พวก Internet of Things (IOT) หรือเครื่องมือการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งไม่ต้องเป็นตัวไฮเทค แต่เป็นพวกอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางหุ้นญี่ปุ่นก็จะได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งเราก็เห็นว่า 3 ตลาดนี้เป็นตลาดที่ Outperform (มีโอกาสสร้างผลตอบแทนดีกว่า) ตามสหรัฐมา”
เรดาร์จับหุ้นราคาถูก 3 ตลาด
นอกจากเทรนด์ AI แล้ว “ชยนนท์” กล่าวว่า เทรนด์ลงทุนต่อมา คือ Valuation ถูก ซึ่งในฝั่งเอเชีย มีด้วยกัน 3 ตลาด คือ ไทย เวียดนาม และ จีน โดยในส่วนของหุ้นจีน แม้ว่าปีนี้จะรีบาวนด์ขึ้นมากแล้ว กว่า 20-30% แต่ว่าทั้งตลาดหุ้น Hang Seng และ A-Share ก็ยังอยู่ในระดับ P/E ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี
“ตลาดหุ้นเวียดนามก็เช่นกัน วิ่งขึ้นมาทำ All Time High แต่ P/E ก็เพิ่งจะ 10 เท่าเอง ถือว่ายังอยู่ในโซนถูก ส่วนหุ้นไทยไม่ต้องพูดถึง คือเราไม่ได้วิ่งไปไหนมาเลย ดังนั้นหุ้นไทยในมุมของ P/E เราต่ำมาก แต่ในมุมของ Dividend Yield (อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล) เราสูงมาก ก็เลยเป็นเป้า สำหรับใครที่หาหุ้นถูกในยามที่สหรัฐแพง”
เลือกประเทศที่ภาษีไม่กระทบ ศก.
“ชยนนท์” กล่าวว่า หุ้นกลุ่มต่อมา คือประเทศที่ถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีแล้ว ยังสามารถแข่งขันได้ หรือแม้จะถูกเก็บภาษีเยอะ แต่ก็ไม่ได้กระทบเศรษฐกิจ ซึ่งใน 3 ประเทศที่ Valuation ถูก มีอยู่ 2 ประเทศที่เข้าเงื่อนไข คือ เวียดนามกับไทย โดยเวียดนามถูกเก็บภาษี 20% ส่วนไทยโดน 19% ก็ถือว่าไม่ได้แย่
“2 ประเทศนี้ จากก่อนหน้านี้ที่กลัวภาษีทรัมป์ แล้วตลาดไม่กล้าให้ Valuation ก็กลายเป็นว่ามา Unlock Valuation ด้วยเรื่องนี้ได้ นอกจากนี้ ก็มีตลาดหุ้นยุโรปที่ได้ Benefit จากเรื่องภาษีทรัมป์ เพราะถูกเก็บภาษีต่ำกว่าคาด อย่างอังกฤษก็โดนแค่ 10% แต่โซนยุโรป นักลงทุนไทยไม่ค่อยอิน แล้วยังมีเอฟเฟ็กต์จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่”
ส่วนประเทศอื่น ๆ อย่างบราซิลและอินเดียถูกเก็บภาษีสูงถึง 50% ส่วนรัสเซียกำลังเผชิญทั้งภาษีและมาตรการคว่ำบาตร สะท้อนว่าประเทศในกลุ่มรัสเซียและประเทศที่อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตร (South World) อาจกลายเป็นเป้าหมายทางการค้าอย่างจริงจัง ซึ่งควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในประเทศดังกล่าว หรือ Wait and See ไปก่อน
“สรุปทั้งโลกก็คือ ถ้าชอบของถูก เวียดนามกับไทย กลายเป็นอยู่ในเป้าเรดาร์ รวมถึงจีน แต่ฟินโนมีนา เรายังกลาง ๆ กับจีน คือมีอยู่ ถือได้ แต่ไม่ซื้อเพิ่ม เพราะจีนยังไม่มีข้อสรุปทางการเรื่อง Tariff เหมือนทรัมป์เก็บไพ่ตายใบสุดท้ายไว้ก่อน ตอนนี้ไปจัดการกับรัสเซีย กับอินเดียก่อน”
หุ้นไทยเลือกปันผลสูง
สำหรับหุ้นไทย “ชยนนท์” กล่าวว่า แนะนำเลือกหุ้นกลุ่มที่ให้ปันผลสูง (Dividend) ซึ่งจะมีพวกธนาคารขนาดกลางและธนาคารขนาดเล็ก รวมถึงหุ้นโทรคมนาคมบางตัว หรือหุ้นอสังหาริมทรัพย์บางตัว ที่ทรงยังได้ ราคาปรับตัวลงมา จน Dividend สูง
“หุ้นปันผล เราจะไม่ดูเป็นอุตสาหกรรม แต่จะดูตัวที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมที่ยังมีกำไรและจ่ายปันผลดี วิธีคือ ดูใน SETHD แล้วเลือกเอาในนั้น ตอนนี้ Dividend ยังอยู่ในระดับ 6-7% มีค่อนข้างเยอะ ผมว่าหุ้นไทย เลือกพวกนี้ดีกว่า”
ทั้งนี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นตามวัฏจักร หรือ Cyclical Stocks เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี
ไม่แนะนำซื้อตราสารหนี้เพิ่ม
สำหรับการลงทุนพันธบัตรหรือตราสารหนี้ “ชยนนท์” กล่าวว่า ตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า สหรัฐน่าจะลดดอกเบี้ยในปีนี้อย่างน้อย 2 ครั้ง แปลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็น่าจะปรับตัวลง ดังนั้น หากใครที่ลงทุนพันธบัตรหรือ กองทุนตราสารหนี้อยู่แล้ว ครึ่งปีหลัง น่าจะยังมีอัพไซด์มาอยู่บ้าง
“แต่การจะซื้อใหม่ ก็ต้องบอกว่า ตลาด Price in เรื่องการลดดอกเบี้ยไปมากแล้ว จึงไม่แนะนำ เพราะยังไม่รู้ว่าผลของ Tariff จะเกิดเงินเฟ้อหรือไม่ หากอยู่ดี ๆ เงินเฟ้อกลับขึ้นมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ประกาศว่าไม่ลดดอกเบี้ยอยู่ดี คนที่ลงทุนตราสารหนี้ก็ซวย”
เพิ่มน้ำหนักทองคำ 10-15%
ในภาวะที่หุ้นมีราคาสูงจนไม่อยากซื้อเพิ่ม หรือ ตราสารหนี้ก็เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ “ชยนนท์” กล่าวว่า สินทรัพย์ที่น่าสนใจคือ “ทองคำ” เพราะไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนเป็นผู้ซื้อสุทธิ นอกจากนี้ การที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การถือครองทองคำไว้ก็จะสบายใจกว่า
“ใครที่ยังไม่มีทองอยู่ หรือมีไม่ถึง 10% ผมว่าสามารถเพิ่มให้มีถึง 10% หรือ 15% ก็ได้ เรายังมองเป้าราคาทองปลายปีนี้ 3,600-3,800 ดอลลาร์ น่าจะเห็น”
คริปโต All Time High ต่อเนื่อง
สินทรัพย์สุดท้าย ก็คือ คริปโตเคอร์เรนซี ล่าสุด ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เปิดทางให้สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) เข้าไปอยู่ใน 401k หรือ พอร์ตการเกษียณของคนอเมริกันได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคริปโต โดยมีเม็ดเงินลงทุน 9 ล้านล้านดอลลาร์ที่พร้อมจะ Allocate มา รวมถึงก่อนหน้านี้ ก็มีกฎหมาย Stablecoin Act ที่ทำให้การถือ Stablecoin มาอยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.สหรัฐ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนเข้าลงทุนในคริปโตได้มากขึ้น
“ผมคิดว่าคริปโตยังอยู่ต้นน้ำ ยังพอไปได้ ใครอยากกระจายความเสี่ยงก็สามารถลงทุน ราคาตอนนี้ยังไม่ได้แพง แต่ต้องค่อย ๆ เข้าไป ถ้าทรัมป์ยังอยู่ ราคาก็คงขึ้นไปเรื่อย ๆ”