คอลัมน์ : นอกบท ผู้เขียน : ศรัณย์วุฒิ ตรรกพงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโสธนาคารโลก [email protected]
ทุกประเทศต่างขับเคลื่อนด้วย “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System : OS) ที่มองไม่เห็น ซึ่งก็คือโครงสร้างเชิงสถาบัน กฎระเบียบ และวัฒนธรรมที่กำกับการทำงานของเศรษฐกิจ “Thailand OS 1.0” ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งระบบถูกออกแบบเพื่อโลกแห่ง “ความขาดแคลน” (Scarcity) โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดทุนและเทคโนโลยีมาผสมผสานกับแรงงานราคาถูก เพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลลัพธ์คือการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่บัดนี้ ระบบปฏิบัติการนั้นได้ล้าสมัยไปแล้ว
วันนี้ ปัญหาของประเทศไทยลึกซึ้งกว่าแค่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ปัญหาที่แท้จริงคือ “OS” ของประเทศเราไม่สามารถติดตั้ง “แอปพลิเคชั่น” ใหม่ ๆ ที่เป็นเครื่องยนต์แห่งการเติบโตได้ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ หรือพลังงานสะอาด
เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เหล่านี้ไม่สามารถทำงานบนระบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือกรณีคลาสสิกของสิ่งที่ Marc J. Dunkelman ได้อธิบายไว้ในแนวคิด “Veto-Cracy” ของเขา
มันคือสภาวะที่โครงสร้างและกฎเกณฑ์เก่า ๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสร้างความสำเร็จ ได้กลายมาเป็นโซ่ตรวนที่รัดประเทศเอาไว้ Dunkelman อธิบายว่ากลุ่มผลประโยชน์เดิมฝังรากลึกและภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบซับซ้อนขึ้น จนทำให้การขัดขวางการเปลี่ยนแปลงนั้นง่ายกว่าการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อย่างมหาศาล
นี่คือภาพสะท้อนของปัญหาของประเทศไทยยุคปัจจุบัน : ระบบราชการที่ไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นระบบที่กระจัดกระจาย กฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งไม่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเท่าเทียม และการลงทุนที่ติดอยู่กับกระบวนทัศน์เก่า ๆ นี่คือเหตุผลที่ “แอปพลิเคชั่น” การเติบโตใหม่ ๆ จึงติดตั้งไม่สำเร็จ
ทางเลือกของประเทศไทยจึงไม่ใช่การซ่อมแซมข้อบกพร่องใน OS 1.0 แต่คือการตัดสินใจว่าจะอัพเกรดเป็น “Thailand OS 2.0” ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อยุคใหม่ของโลก ตามแนวคิด Abundance Agenda ที่ Ezra Klein และ Derek Thompson ได้นำเสนอในหนังสือ Abundance ได้นำเสนอไว้
โดยมีหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนโฟกัสของประเทศจากการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดไปสู่การสร้าง “ความอุดมสมบูรณ์” อย่างมีกลยุทธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทลายข้อจำกัดฝั่งอุปทาน (Supply-Side Constraints) ที่เป็นคอขวดของเศรษฐกิจ
Thailand OS 2.0 จะต้องถูกสร้างขึ้นบนตรรกะของการสร้างความอุดมสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเติบโตที่เร็วขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ หมายถึงการใช้เทคโนโลยีและโมเดลองค์กรแบบใหม่เพื่อทลายข้อจำกัดฝั่งอุปทานที่ฝังรากลึก ซึ่งเคยเป็นตัวกำหนดขีดจำกัดของประเทศ
แกนของ “Thailand OS 2.0” ประกอบด้วย
1.สถาปัตยกรรมแบบเปิด (Open Architecture) : OS 1.0 เป็นเหมือนสวนที่มีกำแพงล้อมรอบเพื่อปกป้องผู้เล่นรายเดิม OS 2.0 จะต้องใช้ “กิโยตินกฎระเบียบ” (Regulatory Guillotine) เพื่อรื้อถอนอุปสรรคเหล่านี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในภาคบริการ พลังงาน และการเงิน เพื่อเปิดทางให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรม สิ่งนี้จะเปลี่ยนเศรษฐกิจจากวงล้อมที่ได้รับการคุ้มครองไปสู่ระบบนิเวศแบบเปิดที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้าง “แอปพลิเคชั่น” ใหม่ ๆ ได้
2.รัฐในฐานะแพลตฟอร์ม (Government as a Platform) : ใน OS 1.0 รัฐคือผู้ปฏิบัติการที่อุ้ยอ้าย พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ใน OS 2.0 รัฐควรเปลี่ยนบทบาทเป็น “แพลตฟอร์ม” ที่จัดหาเครื่องมือพื้นฐาน เช่น Open Data API และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นต้น ที่เอื้อให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถสร้างบริการที่มีมูลค่าเพิ่มได้
รัฐควรจะหยุดพยายามสร้างทุกแอป และหันมาสร้าง “App Store” สำหรับประเทศแทน
3.การบริหารที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Governance) : OS 1.0 เต็มไปด้วยการตัดสินใจที่อิงตามดุลพินิจ สำหรับ OS 2.0 จะต้องฝังการวิเคราะห์ข้อมูลและการทดลองไว้ในแกนกลาง เช่น การจัดสรรงบประมาณจะผูกกับผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ไม่ใช่สายสัมพันธ์ทางการเมือง เปรียบได้กับการติดตั้ง “แดชบอร์ดวิเคราะห์” ระดับชาติเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรจะไหลไปสู่ที่ที่เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น
นี่คือหัวใจของ “Abundance Agenda” ภายใต้ OS 2.0 เราจะเห็นภาพของสตาร์ตอัพด้านพลังงานสามารถสร้างโซลาร์ฟาร์มและขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในไม่กี่เดือน ไม่ใช่หลายปี หรือ SMEs สามารถเข้าถึงข้อมูลตลาดภาครัฐผ่าน API ที่เปิดกว้างเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก นี่ไม่ใช่แค่การเติบโต แต่คือการปลดปล่อยศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความมั่งคั่งจากฐานราก
การยึดติดกับ “Thailand OS 1.0” ก็เหมือนกับการพยายามรันแอป AI บนคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ไม่ช้าก็เร็วระบบจะล่ม การ “รีบูต” จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นวิวัฒนาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่าการอัพเกรดระบบปฏิบัติการของชาติไม่ใช่งานด้านเทคนิค แต่เป็นการผลักดันเชิงนโยบาย เพราะต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับ “แอดมิน” ของระบบเก่าที่ได้ประโยชน์จากรักษาสภาพเดิม (Legacy System) ไว้ ดังนั้นการอัพเกรดจึงต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่กล้าหาญพอที่จะ “รีบูต” ระบบ แม้จะก่อให้เกิดความหน่วงในระยะสั้นบ้างก็ตาม
และแม้ว่านั่นจะเป็นโจทย์สำหรับผู้นำประเทศ แต่สำหรับประชาชนผู้เป็นเจ้าของระบบนั้น คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าเราจะอัพเกรดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะเริ่มต้นเมื่อใด ก่อนหรือหลังที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร เพราะอนาคตไม่ได้รอให้เราซ่อมแซม แต่รอให้เราสร้างขึ้นมาใหม่
ความเห็นและข้อวิเคราะห์ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน ไม่ได้สะท้อนท่าทีหรือจุดยืนของธนาคารโลก