เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
News สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
Business อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
Business รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
Politics ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
เศรษฐกิจภูมิภาค ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
Real Estate คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
Tech TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
Finance CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
Finance ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
Columns คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
ดูทั้งหมด

EIC ชี้เงินบาทแข็งค่า 8% เป็นตัวเร่งความเสี่ยง ‘Shock Amplifier’ ฉุดเศรษฐกิจไทย

29 ก.ย. 2568 | 14:55น.
EIC ชี้เงินบาทแข็งค่า 8% เป็นตัวเร่งความเสี่ยง 'Shock Amplifier' ฉุดเศรษฐกิจไทย

อีไอซี ชี้ค่าเงินบาทแข็งค่า มองเป็น “Shock Amplifier” กระทบ “ท่องเที่ยว-ส่งออก” หลังเงินบาทแข็ง 8% ทำแต้มต่อค่าเงินหายไป กดดันเศรษฐกิจ คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8% และปี’69 อยู่ที่ 1.5% จับตาตลาดแรงงานจบใหม่ว่างงานเพิ่ม 17-18%

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบันเกือบ 8% ถือว่าแข็งค่าในรอบ 4 ปี ในเดือน ก.ย.นี้ แม้ว่าจะอ่อนค่าลงมาบ้าง แต่โดยรวมยังคงแข็งค่า ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) แข็งค่าต่อเนื่อง และแข็งค่าเทียบเท่ากับปี 2540 ซึ่งเมื่อเทียบกับเวียดนามที่อ่อนค่า 3% สะท้อนว่าไทยเสียเปรียบคู่ค้าไปแล้ว 11% ทำให้แต้มต่อด้านค่าเงินหายไป

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทยจะเป็น “Shock Amplifier” เพราะจะยิ่งเป็นแรงกดดันเศรษฐกิจมากขึ้น โดยจะกระทบธุรกิจที่พึงพาการส่งออกสูง และใช้วัตถุดิบในประเทศน้อย เช่น ภาคการเกษตร เป็นต้น และส่วนหนึ่งไทยยังใช้สกุลเงินดอลลาร์ในการค้าขายถึง 78% ส่งผลต่อรายได้จากการส่งออกลดลง

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่ายังกระทบต่อรายได้ท่องเที่ยวด้วย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลง -16% และหากดูจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 21.9 ล้านคน เทียบกับปี 2567 ที่อยู่ 23.6 ล้านคน ถือว่าจำนวนนักท่องเที่ยวหดตัว -7%

และหากดูจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยหดตัว -35% หรืออยู่ 2.7 ล้านคน ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากสกุลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวจีนมาไทยต้องจ่ายสินค้าและบริการแพงขึ้น 4% เมื่อเทียบกับประเทศขึ้นในภูมิภาค และหากเทียบนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวเวียดนามจะจ่ายค่าสินค้าและบริการถูกลง 6% เป็นต้น

”เงินบาทแข็งค่าทำให้แต้มต่อของค่าเงินบาทหายไป เพราะในขณะที่เราแข็งค่า เพื่อนบ้านอ่อนค่า ทำให้เราเสียเปรียบ ก็มีทั้งปัจจัยภายนอกอย่างเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า รวมถึงปริมาณการซื้อขายทองคำที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่มีความท้าทาย ทั้งภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น”

สำหรับภาพรวมทิศทางเศรษฐกิจในปี 2568 อีไอซียังคงประมาณการอัตราการเติบโตจีดีพีในปีนี้อยู่ที่ 1.8% และในปี 2569 อยู่ที่ 1.5% อย่างไรก็ดี ถือว่าการเติบโตค่อนข้างต่ำ ซึ่งหากเทียบกับอดีตจีดีพีจะขยายตัวได้เฉลี่ย 2-3% แต่หลังจากโควิด-19 จีดีพีขยายตัวได้เพียง 2.0-2.1% และในปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจโตได้ไม่ถึง 2%

ทั้งนี้ เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 จะชะลอลงค่อนข้างมาก แม้ว่าอัตราภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ออกมาค่อนข้างชัด 19% แล้ว ส่งผลให้มีการเร่งส่งออก (Front Load) ไปสหรัฐ เพื่อหลบภาษี และหลังจากนี้จะเห็นการส่งออกเริ่มชะลอตัว ติดลบ โดยทั้งปีนี้การเติบโตส่งออกยังเป็นบวกอยู่ที่ 5.3% แต่ในปี 2569 หดตัว -1.9%

“จีดีพีไตรมาสที่ 3/68 น่าจะติดลบแน่นอน เพราะมีเรื่องของการส่งออกที่เริ่มติดลบแล้วในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในไตรมาสที่ 4/68 จะลุ้นภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติด จะเป็นภาวะการถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) หรือไม่ แต่มีโอกาสที่เศรษฐกิจครึ่งปีหลังโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% ส่งผลให้แต่ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าถือว่าค่อนข้างต่ำ“

ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังคงมีความท้าทาย ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบการใช้จ่าย อุปสงค์ในประเทศเปราะบาง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งวงเงินอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท หากสามารถออกมาได้ทันการณ์ แต่ผลต่อจีดีพีมีค่อนข้างจำกัดราว 0.1% ของจีดีพี

นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เปราะบางยังส่งผลต่อภาคการบริโภคแผ่วลงต่อเนื่อง และภาคแรงงานที่ต้องติดตาม โดยตัวเลขการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้ 1% ในระบบประกันสังคมแตะเกือบ 2% และในกลุ่มเด็กจบใหม่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2/2568 ที่ 17-18% ในไตรมาสที่ 1/2568 อยู่ที่ 16.1% ซึ่งน่ากังวลใจ เพราะหากไม่ได้งานทำจะทำให้เด็กจบใหม่เข้าสู่เศรษฐกิจนอกระบบ สาเหตุมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การจ้างงานลดลง ซึ่งจะมีผลต่อพัฒนาทักษะแรงงานและสวัสดิการทางสังคมระยะยาว และเทคโนโลยีดิสรัปชั่นจะมีผลต่อการจ้างงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจะมีอายุ 4 เดือน จึงอยากมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ “3 S” ได้แก่ 1.Stabilize การฟื้นความเชื่อมั่น โดยเน้นเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง 2.Stimulate การกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ซึ่งล่าสุดก็ภาครัฐก็จะใช้โปรแกรม “คนละครึ่ง” เข้ามาช่วยเศรษฐกิจ ซึ่งแม้ว่าผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาจจะมีจำกัดแต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ

และ 3.Structural Reform การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องทำในหลายได้นาน โดยเฉพาะการปฎิรูปทางการคลัง ทั้งด้านการใช้จ่าย และการหารายได้ จากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับเครดิต ซึ่งถือเป็นความท้าทายของภาครัฐที่จะต้องบริหารจัดการด้านการคลังท่ามกลางโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ต้องการการกระตุ้น รวมถึงการเบิกจ่ายเร่งงบประมาณ-งบฯลงทุนที่อาจจะขาดตอนไปในช่วงเปลี่ยนถ่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นประเด็นที่รัฐบาลเองก็ตระหนักอยู่แล้ว

“แม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศตามที่กำหนดไว้ 4 เดือน แต่เชื่อว่าภายระยะเวลาที่จำกัดนี้จะวางแผนงานที่สามารถให้คณะทำงานต่าง ๆ ดำเนินการต่อไปได้ถึงแม้จะยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ จนกระทั่งมีรัฐบาลใหม่ ดังนั้น ในปีนี้ ต่อเนื่องจนถึงปีหน้ายังเป็นปีที่ท้าทายเป็นพิเศษ ซึ่งหากมีการแก้ปัญหาในแนวทางที่ถูกทางสามารถขับเคลื่อนภาคส่งออก-ท่องเที่ยวให้ไปต่อได้ เชื่อว่าจีดีพีไทยจะสามารถกลับมาเติบโตเพิ่มขึ้นได้ในปี 70”

ดร.ยรรยง กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงมีปัจจัยกดดันค่อนข้างสูง จึงคาดการณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกรอบในปีนี้ประมาณเดือนธันวาคมที่ 0.25% และในต้นปี 2569 อีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงิน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีไอซี (SCB EIC)