อีไอซี ชี้ค่าเงินบาทแข็งค่า มองเป็น “Shock Amplifier” กระทบ “ท่องเที่ยว-ส่งออก” หลังเงินบาทแข็ง 8% ทำแต้มต่อค่าเงินหายไป กดดันเศรษฐกิจ คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8% และปี’69 อยู่ที่ 1.5% จับตาตลาดแรงงานจบใหม่ว่างงานเพิ่ม 17-18%
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบันเกือบ 8% ถือว่าแข็งค่าในรอบ 4 ปี ในเดือน ก.ย.นี้ แม้ว่าจะอ่อนค่าลงมาบ้าง แต่โดยรวมยังคงแข็งค่า ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) แข็งค่าต่อเนื่อง และแข็งค่าเทียบเท่ากับปี 2540 ซึ่งเมื่อเทียบกับเวียดนามที่อ่อนค่า 3% สะท้อนว่าไทยเสียเปรียบคู่ค้าไปแล้ว 11% ทำให้แต้มต่อด้านค่าเงินหายไป

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทยจะเป็น “Shock Amplifier” เพราะจะยิ่งเป็นแรงกดดันเศรษฐกิจมากขึ้น โดยจะกระทบธุรกิจที่พึงพาการส่งออกสูง และใช้วัตถุดิบในประเทศน้อย เช่น ภาคการเกษตร เป็นต้น และส่วนหนึ่งไทยยังใช้สกุลเงินดอลลาร์ในการค้าขายถึง 78% ส่งผลต่อรายได้จากการส่งออกลดลง
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่ายังกระทบต่อรายได้ท่องเที่ยวด้วย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลง -16% และหากดูจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 21.9 ล้านคน เทียบกับปี 2567 ที่อยู่ 23.6 ล้านคน ถือว่าจำนวนนักท่องเที่ยวหดตัว -7%
และหากดูจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยหดตัว -35% หรืออยู่ 2.7 ล้านคน ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากสกุลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวจีนมาไทยต้องจ่ายสินค้าและบริการแพงขึ้น 4% เมื่อเทียบกับประเทศขึ้นในภูมิภาค และหากเทียบนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวเวียดนามจะจ่ายค่าสินค้าและบริการถูกลง 6% เป็นต้น
”เงินบาทแข็งค่าทำให้แต้มต่อของค่าเงินบาทหายไป เพราะในขณะที่เราแข็งค่า เพื่อนบ้านอ่อนค่า ทำให้เราเสียเปรียบ ก็มีทั้งปัจจัยภายนอกอย่างเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า รวมถึงปริมาณการซื้อขายทองคำที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่มีความท้าทาย ทั้งภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น”
สำหรับภาพรวมทิศทางเศรษฐกิจในปี 2568 อีไอซียังคงประมาณการอัตราการเติบโตจีดีพีในปีนี้อยู่ที่ 1.8% และในปี 2569 อยู่ที่ 1.5% อย่างไรก็ดี ถือว่าการเติบโตค่อนข้างต่ำ ซึ่งหากเทียบกับอดีตจีดีพีจะขยายตัวได้เฉลี่ย 2-3% แต่หลังจากโควิด-19 จีดีพีขยายตัวได้เพียง 2.0-2.1% และในปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจโตได้ไม่ถึง 2%
ทั้งนี้ เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 จะชะลอลงค่อนข้างมาก แม้ว่าอัตราภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ออกมาค่อนข้างชัด 19% แล้ว ส่งผลให้มีการเร่งส่งออก (Front Load) ไปสหรัฐ เพื่อหลบภาษี และหลังจากนี้จะเห็นการส่งออกเริ่มชะลอตัว ติดลบ โดยทั้งปีนี้การเติบโตส่งออกยังเป็นบวกอยู่ที่ 5.3% แต่ในปี 2569 หดตัว -1.9%
“จีดีพีไตรมาสที่ 3/68 น่าจะติดลบแน่นอน เพราะมีเรื่องของการส่งออกที่เริ่มติดลบแล้วในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในไตรมาสที่ 4/68 จะลุ้นภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติด จะเป็นภาวะการถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) หรือไม่ แต่มีโอกาสที่เศรษฐกิจครึ่งปีหลังโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% ส่งผลให้แต่ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าถือว่าค่อนข้างต่ำ“
ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังคงมีความท้าทาย ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบการใช้จ่าย อุปสงค์ในประเทศเปราะบาง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งวงเงินอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท หากสามารถออกมาได้ทันการณ์ แต่ผลต่อจีดีพีมีค่อนข้างจำกัดราว 0.1% ของจีดีพี
นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เปราะบางยังส่งผลต่อภาคการบริโภคแผ่วลงต่อเนื่อง และภาคแรงงานที่ต้องติดตาม โดยตัวเลขการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้ 1% ในระบบประกันสังคมแตะเกือบ 2% และในกลุ่มเด็กจบใหม่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2/2568 ที่ 17-18% ในไตรมาสที่ 1/2568 อยู่ที่ 16.1% ซึ่งน่ากังวลใจ เพราะหากไม่ได้งานทำจะทำให้เด็กจบใหม่เข้าสู่เศรษฐกิจนอกระบบ สาเหตุมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การจ้างงานลดลง ซึ่งจะมีผลต่อพัฒนาทักษะแรงงานและสวัสดิการทางสังคมระยะยาว และเทคโนโลยีดิสรัปชั่นจะมีผลต่อการจ้างงานในอนาคต
อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจะมีอายุ 4 เดือน จึงอยากมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ “3 S” ได้แก่ 1.Stabilize การฟื้นความเชื่อมั่น โดยเน้นเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง 2.Stimulate การกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ซึ่งล่าสุดก็ภาครัฐก็จะใช้โปรแกรม “คนละครึ่ง” เข้ามาช่วยเศรษฐกิจ ซึ่งแม้ว่าผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาจจะมีจำกัดแต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ
และ 3.Structural Reform การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องทำในหลายได้นาน โดยเฉพาะการปฎิรูปทางการคลัง ทั้งด้านการใช้จ่าย และการหารายได้ จากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับเครดิต ซึ่งถือเป็นความท้าทายของภาครัฐที่จะต้องบริหารจัดการด้านการคลังท่ามกลางโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ต้องการการกระตุ้น รวมถึงการเบิกจ่ายเร่งงบประมาณ-งบฯลงทุนที่อาจจะขาดตอนไปในช่วงเปลี่ยนถ่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นประเด็นที่รัฐบาลเองก็ตระหนักอยู่แล้ว
“แม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศตามที่กำหนดไว้ 4 เดือน แต่เชื่อว่าภายระยะเวลาที่จำกัดนี้จะวางแผนงานที่สามารถให้คณะทำงานต่าง ๆ ดำเนินการต่อไปได้ถึงแม้จะยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ จนกระทั่งมีรัฐบาลใหม่ ดังนั้น ในปีนี้ ต่อเนื่องจนถึงปีหน้ายังเป็นปีที่ท้าทายเป็นพิเศษ ซึ่งหากมีการแก้ปัญหาในแนวทางที่ถูกทางสามารถขับเคลื่อนภาคส่งออก-ท่องเที่ยวให้ไปต่อได้ เชื่อว่าจีดีพีไทยจะสามารถกลับมาเติบโตเพิ่มขึ้นได้ในปี 70”
ดร.ยรรยง กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงมีปัจจัยกดดันค่อนข้างสูง จึงคาดการณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกรอบในปีนี้ประมาณเดือนธันวาคมที่ 0.25% และในต้นปี 2569 อีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงิน