เอกนิติ ชี้ไทยส่งออกทองไป ‘กัมพูชา’ ไม่ใช่สาเหตุทำ ค่าเงินบาทแข็ง
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติเผยส่งออกทองไปกัมพูชาไม่ใช่สาเหตุหลักทำค่าเงินบาทแข็ง ชี้มาจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล-เงินทุนไหลเข้า
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง โดยก่อนหน้านี้ได้หารือกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์ให้ถูกต้อง ว่าเงินบาทแข็งค่ามาจากสาเหตุใด เพื่อให้มาตรการแก้ไขตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
นายเอกนิติระบุว่า แม้เงินบาทเริ่มอ่อนตัว แต่ต้องป้องกันการเก็งกำไรและควบคุมความผันผวนของค่าเงินไม่ให้สูงเกินไป การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทควรสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจ
ด้านการวิเคราะห์ของทีมงาน ธปท. และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) พบว่าเม็ดเงินจากการส่งออกทองคำไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา มีผลต่อค่าเงินบ้าง แต่มีมูลค่าเพียงประมาณ 6-7 พันล้านบาท หรือราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าทั้งหมด ดังนั้น การส่งออกทองคำไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง
สำหรับช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น พบว่ามาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1.ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง-สอดคล้องกับการเร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ดอลลาร์ไหลเข้ามาจำนวนมาก และมีการขายดอลลาร์แลกเงินบาท
2.เงินทุนไหลเข้า-โดยเฉพาะการลงทุนในพันธบัตร ทำให้มีการนำดอลลาร์มาซื้อเงินบาท
3.ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ยังมีธุรกรรมอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อค่าเงินบาท เช่น ข้อมูลบัญชีดุลการชำระเงินที่คลาดเคลื่อนทางสถิติ และเงินนอกระบบหรือเงินเทา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบและดำเนินการเพื่อควบคุม
อย่างไรก็ตาม ทิศทางเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในช่วงนี้