รัฐบาลใหม่ Kick-off เลือกลงทุนหุ้น ที่ได้ประโยชน์มาตรการรัฐ
คอลัมน์ : เติมความคิดพิชิตการลงทุน ผู้เขียน : พบชัย ภัทราวิชญ์ บล. InnovestX
เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน ที่ผ่านมา คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาและประชาชน โดยจะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ 5 ด้าน 15 นโยบายสำคัญ ภายใน 4 เดือน เราประเมินว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาบริหารประเทศ 4 เดือนของรัฐบาลคุณอนุทิน ทำให้นโยบายที่แถลงออกมาจะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจได้จำกัด
โดยเมื่อพิจารณานโยบายสำคัญ คาดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างโครงการคนละครึ่งพลัส จะเร่งดำเนินการและมีความชัดเจนมากสุดเป็นโครงการแรก ๆ รองมาที่คาดจะเห็นความคืบหน้า คือ มาตรการพักหนี้และเสริมสภาพคล่องให้ประชาชนและ SMEs รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ
ขณะที่นโยบายอื่น ๆ อาจต้องใช้เวลาอีกระยะ ส่วนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ เช่น รถไฟฟ้าสายต่าง ๆ รถไฟความเร็วสูง และสะพานเชื่อมโยงภูมิภาค ไม่ได้อยู่ในแถลงการณ์ 15 นโยบายสำคัญของรัฐบาล คาดเป็นเพราะต้องใช้เวลาเตรียมการมากและมีผลผูกพัน
อีกทั้งยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงเน้นไปที่นโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้าเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในถ้อยแถลงเพิ่มเติมมีการกล่าวถึงการเตรียมพร้อมศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอยู่บ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
ทั้งนี้ เรามีความเห็นว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะดำเนินการได้เร็วหาก ครม.อนุมัติ เพราะไม่ต้องลงทุนระบบแอปพลิเคชั่นใหม่ โดยใช้แอปเป๋าตังที่มีอยู่เดิม อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งจะเป็น Sentiment บวกต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีก กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (เครื่องดื่ม) จะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงในช่วงที่โครงการมีผลบังคับใช้ เนื่องจากประชาชนจะมีแรงจูงใจในการจับจ่ายเพิ่มขึ้น และเงินหมุนเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น จากข้อมูลในอดีตพบว่า ส่งผลดีต่อยอดขายและศักยภาพทำกำไร
ขณะที่ในเชิงเศรษฐกิจ เราประเมินว่าโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งใช้งบประมาณ 6.65 หมื่นล้านบาท จะช่วยกระตุ้น GDP เพิ่มขึ้นได้ราว 0.20-0.25%
ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้นั้น เรามองว่า SET มีโอกาสแกว่งตัว Sideways-up จากความคืบหน้าการเร่งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รวมทั้งการเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งจะช่วยหนุนให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไรและการไหลกลับเข้ามาของ Fund Flow
อีกทั้งคาดมีปัจจัยหนุนเพิ่มจาก 1) การประชุมนโยบายการเงินของ กนง. ซึ่งหากมีการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกใน 4Q68 จะทำให้ทิศทางดอกเบี้ยขาลงชัดเจนขึ้น ช่วยหนุนให้เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้น แทนตลาดตราสารหนี้ 2) ความคืบหน้าการเจรจาการค้าเพิ่มเติมระหว่างสหรัฐและจีน 3) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น และเข้าสู่ High Season
เราคาดปี 2568 GDP ไทยจะเติบโต 1.8% YOY และเติบโต 1.4% ในปี 2569 ขณะที่ตลาดหุ้นไทย คาด SET มีโอกาสซื้อขายในกรอบ PER 14-15 เท่า หรืออยู่ในกรอบ 1,316-1,410 จุด
กลยุทธ์ลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ แนะนำหาจังหวะซื้อสะสม 1) หุ้นที่เคยได้ประโยชน์จากเกิดโครงการคนละครึ่งในอดีต ซึ่งมียอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นในช่วงที่มาตรการมีผลบังคับใช้ แนะนำ CPAXT (มีฐานลูกค้าโชห่วยและร้านอาหาร), TNP (เป็นร้านธงฟ้า), BJC, CPALL, CBG, OSP, HTC, ICHI, SAPPE
และ 2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ของรัฐบาล แนะนำ กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC TNP GLOBAL) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW) กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC TIDLOR) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA AMATA) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF BGRIM BCPG CKP)