ONSENS เทรดวันแรกเหนือจอง 26.83% ราคาเปิด 2.60 บาท
ONSENS เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ราคา IPO ที่ 2.05 บาท ราคาเปิด 2.60 บาท เพิ่มขึ้น 26.83% จากราคา IPO พร้อมวางเป้าขยาย 8 สาขา ใน 3 ปี
นายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ONSENS เปิดเผยว่า บริษัทเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มบริการ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ โดยหุ้น ONSENS เปิดตลาดวันแรกที่ราคา 2.60 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาเสนอขาย 2.05 บาท หรือสูงกว่า 26.83% สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในศักยภาพธุรกิจสุขภาพและสปาแนวเมกะเทรนด์

ONSENS ตั้งเป้าหมายเป็นหุ้นเมกะเทรนด์สุขภาพ ที่มีการเติบโตมั่นคงและผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น โดยมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี 2568-2570 บริษัทจะเปิดสาขาใหม่รวม 8 แห่ง แบ่งเป็นแบรนด์ KLAI ที่ให้บริการสปานวดไทยแนวทันสมัย และ PAK Massage ร้านสะดวกนวดยุคใหม่ ตอบโจทย์กลุ่มคนเมือง รวมทั้งเตรียมเปิดสาขา Flagship ในโครงการ Social Wellness Hotel & Spa ย่านทองหล่อ ซึ่งจะเป็น New S-Curve ของบริษัท ครอบคลุมบริการออนเซ็น สปา ที่พัก และคอมมิวนิตี้ด้านสุขภาพ ภายในไตรมาส 2/2570
นายสมิทธิ์กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจช่วงครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ใช้บริการของแบรนด์ Yunomori และ KLAI ที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ส่งผลให้รายได้และอัตรากำไรอยู่ในระดับที่ดี
ด้านนายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ONSENS เป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีโอกาสเติบโตสูง ทั้งจากการขยายสาขาแบรนด์เดิมและแบรนด์ใหม่
รวมถึงโครงการ Social Wellness Hotel & Spa ที่จะเปิดให้บริการในปี 2570 ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อผลประกอบการในอนาคต ขณะเดียวกัน ONSENS ยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด Premium Mass ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพสูง และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นหลังการระดมทุน
ทั้งนี้ ONSENS มีผู้ถือหุ้น 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ 1) กลุ่มนายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ถือหุ้น 23.05% 2) นายไตรรัตน์ ธนารุ่งโรจน์ ถือหุ้น 13.43% และ 3) นายวรเวช ไตรกิศยเวช ถือหุ้น 10.72% โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของกิจการและผู้ถือหุ้นเป็นหลัก