ThaiBMA ยัน ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าบอนด์ 2.9 หมื่นล้าน ไม่ได้ทำให้บาทแข็ง
สมาคมตราสารหนี้ไทย หรือ ThaiBMA เผยไตรมาส 3/68 มูลค่าคงค้างตลาดอยู่ที่ 17.7 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.5% อานิสงส์ภาครัฐเร่งระดมทุน มองฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ 3 ไตรมาสแรกปี’68 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิอยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท ยันไม่เกี่ยวทำให้บาทแข็งค่า
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 มูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 3.5% จากสิ้นปี 2567 โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 17.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 95% ของ GDP เพิ่มขึ้น 3.5% จากปีที่แล้ว เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปีที่ผ่านมา
ขณะที่การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวลดลง 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) เท่ากับ 640,002 ล้านบาท ลดลง 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นอัตราการปรับลดลงที่ต่ำกว่าเมื่อตอนไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จากการที่ผู้ออกในกลุ่ม Investment Grade เพิ่มการออกขึ้นมากในไตรมาส 3
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 29,038 ล้านบาท ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 และ 2 จำนวน 32,329 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,291 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 8.8 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 7.9 ปี ลดลงจาก 8.7 ปี เมื่อสิ้นปี 2567
“ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติที่มีการไหลเข้า-ออกในตลาดบอนด์ ไม่ได้เป็น Shot Money เพราะหากดูจะเป็นการลงทุนมากกว่า 10 ปี มีมูลค่ากว่า 2.56 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้น เรายังไม่เห็นการเคลื่อนไหวเข้าและออกเร็ว จึงมองว่าโฟลว์ในบอนด์ไม่ค่อยเกี่ยวหรือเป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่า และหากดูในช่วงเงินบาทแข็งค่ามาก ๆ ก็ไม่ได้อยู่ในช่วงที่โฟลว์เข้ามา”
สำหรับเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลง โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น ในทิศทางเดียวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปี 2568 รวม 3 ครั้ง 0.75% มาอยู่ที่ระดับ 1.50% ส่งผลให้ Bond Yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี, 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวลดลง 86-88 bps จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.16%, 1.22% และ 1.42% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568
เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล : ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี ของหุ้นกู้กลุ่ม AAA, AA, A และ BBB+ ปรับตัวลดลง 72-110 bps มาอยู่ที่ระดับ 1.71%, 2.17%, 2.55% และ 3.92% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568
อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับลดลงราว 1-2 ครั้งในการประชุมที่เหลือของปี : ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1-2 ครั้ง รวม 0.25-0.50% ลงมาอยู่ที่ 1.00-1.25% จากปัจจุบันที่ 1.50% สำหรับการคาดการณ์ Bond Yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปลายปี 2568 Bond Yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปีและ 10 ปี จะขยับตัวลดลงเฉลี่ยราว 10-15 bps จากสิ้นไตรมาส 3 โดยมีปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย และแผนการระดมทุนของภาครัฐ
“ภาวะเศรษฐกิจไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวในระดับต่ำต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 อัตราการขยายตัวมีแนวโน้มชะลอตัวมากขึ้นจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศและความขัดแย้งทางชายแดนกับประเทศกัมพูชา ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ลดลง 9.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า โดยภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 3.5% จากการเพิ่มขึ้นของ
ตราสารหนี้ภาครัฐเป็นสำคัญ”