เปิดใจครั้งแรกผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยึดเสถียรภาพ ประคอง ศก. ใกล้ชิดประชาชน
วิทัย รัตนากร
หลังเริ่มทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 21 ลำดับที่ 25 อย่างเป็นทางการแล้ว “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ ได้เปิดเวทีพบปะพูดคุยกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกผ่านรายการ GovernorConnect เมื่อบ่ายวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อบอกเล่าแนวทางการทำงานของ ธปท. และทิศทางนโยบายสำคัญในระยะต่อไป ภายใต้วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปีต่อจากนี้
ชู 3 ภารกิจ-อิสระจากการเมือง
“ผู้ว่าการวิทัย” กล่าวว่า ทิศทางนโยบายของ ธปท. ยังคงยึดภารกิจหลัก เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (Low and Stable) รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง
2.เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชน และธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต และ 3.เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล
“เรายืนยันในภารกิจหลัก คือ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และมีความอิสระจากการกดดันทางการเมือง แต่คำว่าอิสระนั้น ไม่ได้แปลว่า ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ แต่จะเน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง โดยยึด 3 เรื่องหลัก คือ ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ระดับต่ำอย่างมีเสถียรภาพ ดูแลระบบการเงิน สถาบันการเงินให้เข้มแข็ง ไม่ให้เกิดวิกฤตเหมือนอดีต ดูแลระบบชำระเงินให้มีเสถียรภาพ”
“ผู้ว่าการวิทัย” กล่าวย้ำว่า “สุดท้าย แบงก์ชาติต้องใกล้ชิดปัญหา ใกล้ชิดประชาชน และพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไปให้อยู่ระดับผ่อนคลายต่อไป เพื่อประคองเศรษฐกิจ”
มาตรการเฉพาะจุด
ขณะเดียวกันในยุคปัจจุบันการออกมาตรการของ ธปท. จะต้องตอบได้ว่า ประชาชน สังคม และประเทศ ได้ประโยชน์อะไร โดยเวลาออกมาตรการจะต้องเข้าใจปัญหา ใกล้ชิดประชาชน และสามารถแก้ปัญหาได้บรรลุเป้าหมาย ภายใต้การยึดมั่นเศรษฐกิจมหภาคด้วย
“มาตรการที่จะออก จะเป็นมาตรการเฉพาะจุด เช่น คุณสู้ เราช่วย ที่สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ และเป็นมาตรการออกมาเสริมนโยบายการเงินที่เป็นการใช้เครื่องมือ ‘ดอกเบี้ย’ ที่มีผลในวงกว้าง มาตรการเฉพาะจุดที่ออกมา จะออกมาช่วยแก้เฉพาะจุด และมี Impact มากขึ้น”
ขณะเดียวกันสิ่งที่ทำมาแล้ว และอยู่ระหว่างผลักดันเพื่อดำเนินการต่อไป เช่น ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่จะเข้ามาช่วยให้คนเข้าถึงบริการทางการเงิน หรือโครงการที่อยู่ระหว่างการตกผลึกที่จะต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง เช่น สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้าถึงสินเชื่อ หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงผู้กู้ (Risk Based Pricing) และโครงการ Your Data การพัฒนาระบบ Digital Payment เป็นต้น
นอกจากมาตรการเฉพาะจุด ในเรื่องของการให้ความรู้ทางการเงินต้องทำ เช่น ของมันต้องมี โดยเฉพาะเรื่องของ ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง Buy Now Pay Later หากมีความจำเป็นต้องดูแล เราก็ไม่ปฏิเสธที่จะเข้าไปดูแล
“มาตรการเฉพาะจุดจะออกมาช่วยลูกหนี้เป็นจุด ๆ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อ สภาพคล่อง ดูแลต้นทุนที่เหมาะสม หรือการแก้หนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงของการให้ความสำคัญกับการใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อจะเป็นจิ๊กซอว์ เพื่อช่วยเหลือประชาชน”
SAM กลไกแก้หนี้ Social AMC
“ผู้ว่าการวิทัย” กล่าวว่า หนึ่งในมาตรการเฉพาะจุดในการแก้หนี้ คือ การแก้หนี้ผ่านกลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC โดยมีความร่วมมือกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธปท. และสมาคมธนาคารไทย (TBA) ในการแก้หนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งจะเป็นมาตรการเฉพาะจุดในการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้ให้สามารถกลับมาดีขึ้น เบื้องต้นแนวคิดการตั้ง National AMC อาจจะไม่ได้มีการตั้งใหม่ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะใช้กลไกแก้หนี้ผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)
“จะเป็น ‘Social AMC’ เนื่องจาก SAM มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ถือหุ้นอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุยและเร่งหาข้อสรุปในการพิจารณาเงื่อนไข ทั้งในส่วนของราคาซื้อขาย วิธีการโอนหนี้อย่างไร และเซ็กเมนต์ไหนที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ต.ค.นี้ และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และจะเริ่มดำเนินการได้ภายในต้นปี 2569”
อย่างไรก็ดี เงื่อนไขเบื้องต้นจะแก้หนี้ในกลุ่มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เป็นหนี้เสียในอดีตที่มีวงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งปัจจุบันหนี้กลุ่มนี้จะแบ่งอยู่ใน 4 ก้อน มีหนี้เสียประมาณ 2-3 ล้านราย คือ 1.ธนาคารพาณิชย์ 7 แสนราย 2.ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์ที่เป็นลูกธนาคาร) 8 แสนราย
3.สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) 8 แสนราย และ 4.น็อนแบงก์ที่ไม่ใช่ลูกธนาคาร โดยกำลังพิจารณาว่าจะทำเซ็กเมนต์ไหนก่อน แต่เฟสแรกจะเริ่มจากธนาคารพาณิชย์ น็อนแบงก์ที่เป็นลูกธนาคาร และ SFIs ส่วนน็อนแบงก์อื่น ๆ อาจจะเอาไว้ในเฟสถัดไป
ตั้งเป้าหนี้ครัวเรือนไม่เกิน 80%
ทั้งนี้ แนวทางการใช้ AMC เป็นความร่วมมือหลายฝ่ายที่พยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการแก้หนี้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน และเป็นหนี้เสียในอดีตมา ระยะหนึ่ง แต่จะต้องมี Cut off เพื่อไม่ให้เสียวินัยการเงิน โดยจะสามารถช่วยคนได้กว่า 2 ล้านคน
“เงินที่จะนำมาใช้ จะเป็นเงินจาก FIDF ที่ธนาคารพาณิชย์นำมาใส่ไว้ในถังกลาง จากการลดเงินนำส่งจาก 0.46% เหลือ 0.23% ที่นำมาใช้ในโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ที่ยังมีเหลืออยู่ นำมาช่วยเหลือคนต่อไป โดยเป้าหมายปลายทางที่ทุกคนอยากไปและอยากเห็นหนี้ครัวเรือนจะลดลงไป 80% แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใช้เวลา และไม่ได้ใช้มาตรการเดียว”
ยันให้ความสำคัญ “ค่าเงินบาท”
สำหรับประเด็นค่าเงินบาท “ผู้ว่าการวิทัย” กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (YTD) เงินบาทแข็งค่า 4.5% หากเทียบต่างประเทศจะมีประเทศที่แข็งค่ากว่าไทย เช่น ไต้หวัน มาเลเซีย เป็นต้น อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวขึ้นและลงของค่าเงินบาท จะมาจากเงินดอลลาร์และเงินไหลเข้าและไหลออก ซึ่ง ธปท.ได้ติดตามใกล้ชิด โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น
“หากมีเงินไหลเข้ามาที่น่าสงสัย ธปท.จะเข้าไปดูแลให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม และพยายามสกัดไม่ให้เกิดผลเสียกับไทย”
ขณะที่ปัจจัยราคาทองคำนั้น เป็น Amplify หรือส่วนเสริมที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า โดยเฉพาะการเทรดทองคำบนแอปพลิเคชั่น เนื่องจากในช่วงราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณการขาย ส่งผลให้ร้านทองขายดอลลาร์เพื่อซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็ง ซึ่งจุดนี้อยู่ระหว่างพูดคุยกับกระทรวงการคลังและร้านค้าทอง อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่ได้จะมีการออกมาตรการ แต่กำลังพิจารณาอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ
“เราให้ความสำคัญกับค่าเงิน หากมีเงินไหลเข้าที่ไม่พึงประสงค์ เราก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนเรื่องทองคำ เราก็กำลังติดตามการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชั่น ซึ่งมีการพูดคุยกัน เพื่อให้ค่าเงินบาทอยู่ในจุดที่เหมาะสม”
ยังไม่คิด “ตั้งกองทุนความมั่งคั่ง”
สำหรับแนวคิดที่มีผู้เสนอ จะให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ นำมาจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งนั้น “ผู้ว่าการวิทัย” กล่าวว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นส่วนที่เอาไว้หนุนหลังธนบัตรที่หมุนเวียนในระบบ ซึ่งการจัดตั้ง “Sovereign Wealth Fund : SWF” ไม่ได้ช่วยเรื่องค่าเงินบาท เนื่องจากเงินทุนสำรองเป็นเงินสกุลเงินตราต่างประเทศ และมีการกระจายในหลายสกุลเงิน รวมถึงทองคำ และมีการจัดการสัดส่วนค่อนข้างดี จึงมองว่าไม่ได้มีผลต่อค่าเงินบาท
“ตอนนี้เรายังไม่มีแนวคิดจัดตั้งกองทุนมั่งคั่ง หรือในอนาคตก็ยังคงไม่มีแนวคิดนี้ เพราะว่าการตั้งกองทุนจะช่วยแก้เงินบาท เชื่อไม่ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่า แต่หากจัดตั้งเพื่อหาผลตอบแทนเพิ่มนั้น ก็ต้องพิจารณาอีกที”
นโยบายการเงินผ่อนคลาย
“ผู้ว่าการวิทัย” กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการเงิน จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลง 1% ในรอบ 1 ปี ลงมาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี ซึ่งความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ยังมีเหลืออยู่ หลังจากทยอยลดดอกเบี้ยมาในช่วง 1 ปี ซึ่งยังมีส่วนที่ยังไม่เห็นผลรออยู่ เช่น การลดดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือน ส.ค. 2568 เนื่องจากผลของการปรับลดดอกเบี้ยจะใช้เวลา 6-12 เดือน ดังนั้น ปัจจุบันอยู่ในจุดรอคอยและรอดูผล และพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป
“การตัดสินใจครั้งถัดไป จะต้องรอดู Data ที่ออกมา แต่ไม่ใช่ว่า เราไม่พร้อมสนับสนุน เพราะผลของการลดดอกเบี้ยยังไม่ออกเต็มที่”
ขณะที่ความกังวลเรื่องของอัตราเงินฝืดนั้น ปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณเงินฝืด เนื่องจากเหตุผลที่อัตราเงินเฟ้อต่ำลง จะมาจากราคาน้ำมัน และสินค้าปรับลดลง แต่อัตราเงินเฟื้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับ 0.9% และยังไม่เห็นสัญญาณการปรับลดราคาลงในวงกว้าง
“อย่างไรก็ตาม ธปท.ติดตามความเสี่ยงเงินฝืด ส่วนกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายปี 2569 อยู่ระหว่างการพูดคุย” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว