คนละครึ่งพลัส ลงทะเบียนร้านค้าวันนี้ ขยายสิทธิถึงวินมอ’ไซค์ คาดดึงเข้าร่วม 9 แสนแห่ง
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ ลงพื้นที่เดินตลาด ลงทะเบียนร้านค้าเข้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” วันแรก ขยายสิทธิถึงวินมอเตอร์ไซค์ ตั้งเป้าดึงเข้าโครงการไม่ต่ำกว่า 900,000 แห่ง หนุนอัดเม็ดเงิน 8.8 หมื่นล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนร้านค้าเป็นวันแรก ว่ารัฐบาลตั้งเป้าดึงร้านค้าเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 900,000 ร้านค้า โดยร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการในรอบที่ผ่านมา สำหรับประชาชนจะเริ่มลงทะเบียนในสัปดาห์ถัดไป คือวันที่ 20 ต.ค. 68

สำหรับการลงทะเบียนร้านค้า เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ร้านค้าที่เข้าเกณฑ์สามารถดำเนินการได้ง่าย เพียงเข้าแอป “ถุงเงิน” อัพเดตเวอร์ชั่นล่าสุด และกดยอมรับเงื่อนไข ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ทันที
สำหรับร้านค้าใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ ต้องใช้บัตรประชาชนและรูปถ่ายร้านค้า จากนั้นนำหลักฐานไปยืนยันตัวตนที่สำนักงานเขต (ในพื้นที่กรุงเทพฯ) หรือกระทรวงมหาดไทย (ในต่างจังหวัด) และติดต่อธนาคารกรุงไทยเพื่อตรวจสอบการมีร้านค้าจริง เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว ระบบจะบันทึกชื่อร้านค้าในแอป “ถุงเงิน” ภายใน 3 วัน
โดยในรอบนี้รัฐบาลขยายสิทธิให้ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะและผู้ประกอบการ SMEs ร้านค้านิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจสินค้าและบริการที่รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ก็สามารถสมัครเข้าร่วม รวมทั้งเปิดให้สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Food Delivery ซึ่งขณะนี้มี 4 แพลตฟอร์มออนไลน์พร้อมเข้าร่วม และตกลงที่จะช่วยลดค่า GP ให้เป็นพิเศษ เพื่อกระจายรายได้สู่ภาคธุรกิจมากขึ้น

“ร้านค้าไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี ข้อมูลจากโครงการจะไม่ถูกส่งไปยังกรมสรรพากรและจะไม่มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง อย่างไรก็ตาม หากยอดขายเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการยื่นภาษีเมื่อมีรายได้ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคน โดยรัฐบาลจะพัฒนาระบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ลดภาระด้านเอกสารและขั้นตอนการดำเนินการ” นายเอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” มีเป้าหมายอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 88,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
- เงินสมทบจากภาครัฐ 44,000 ล้านบาท
- เงินใช้จ่ายของประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท
โดยจะเปิดให้ใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. ถึง 31 ธ.ค. 68 คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
