รัฐควัก 5 พันล้านกระตุ้นจีดีพีสิ้นปี ท่องเที่ยว-สัมมนาเมืองรองลดหย่อนภาษี
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) เสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และเร่งรัดการเบิกจ่ายอยู่ในเสาหลักที่ 1 ของ 5 เสาหลัก Quick Big Win ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินมาตรการ เพื่อให้จีดีพีในไตรมาส 4 ไม่ตกท้องช้าง และกลับมาให้ใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด
ซึ่งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว หากดูตัวเลขมหภาค มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เป็น 24% ของบริโภคภาคเอกชน และเป็น 14% ของจีดีพี หากเทียบตัวเลขปี 2567 การขยายตัวการท่องเที่ยวในประเทศโต 8.4% แต่ในปี 2568 การขยายตัวกลับ -2.7% หากไม่ทำอะไรเลย จึงมีความจำเป็นที่ต้องนำโครงการดังกล่าวมาทำมาตรการนี้
ทั้งนี้ ในแพ็กเกจกระตุ้นการท่องเที่ยวมี 5 มาตรการย่อย ประกอบด้วย 1.มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว เป็นมาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวให้บุคคลธรรมดา นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง
แบ่งเป็น 10,000 บาทแรกเป็นค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) 10,000 บาทที่สอง เป็นค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร เป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น
สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท) แต่ถ้าเที่ยวเมืองหลัก สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้เพียง 1 เท่า
“หนนี้พิเศษ เมืองหลักบางเมืองที่อยู่ในอำเภอไกล ๆ เราจะนับอำเภอเหล่านี้ใช้สิทธิเมืองรองได้ด้วย เช่น อ.กัลยานิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ไกลมาก จะนับเป็นเมืองรองด้วย” นายลวรณกล่าว
2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568
โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป e-Tax Invoice เท่านั้น เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่าย โดยเมืองรองสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง ส่วนเมืองหลักหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง
3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก
4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก สามารถหักรายจ่ายการต่อเติมเปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้น สามารถหักได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสินซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
5.การขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโก้เธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลานจ์ เป็นต้น
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบายกระทรวงกระตุ้นเศรษฐกิจ Big Quick Win ทุกองค์ประกอบของ 5 เสา ที่จะออกตามมา เบ็ดเสร็จจะกระตุ้นจีดีพีไตรมาสสุดท้ายขึ้นมา 1% ทั้งนี้ วิธีคิดตัวเลขของกระทรวงการคลัง คือ เม็ดเงินที่ใส่เข้าไปเทียบกับจีดีพีจะเป็นเท่าไหร่ แต่หากดูสูตรคำนวณของหน่วยงานอื่น ๆ
เช่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่มีความเห็นต่อโครงการคนละครึ่งพลัส ที่กระทรวงการคลังประเมินว่าจะกระตุ้นจีดีพีได้ 0.3% แต่มหาวิทยาลัยหอการค้าฯคิดว่า เมื่อเงินหมุนไปหลายรอบจะกระตุ้นจีดีพีได้ถึง 2% ดังนั้น จึงต้องประเมินอีกครั้งตอนช่วงปลายปี แต่คาดว่าเม็ดเงินที่รัฐสูญเสียรายได้จากนโยบายนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท แต่สามารถกระตุ้นจีดีพี 0.044%