Skip to content

ดอลลาร์เคลื่อนไหวอ่อนค่า ตลาดจับตาทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยเฟด

06 พ.ย. 2568 | 17:15น.
ดอลลาร์เคลื่อนไหวอ่อนค่า ตลาดจับตาทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยเฟด

ดอลลาร์เคลื่อนไหวอ่อนค่า ขณะตลาดจับตาทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/11) ที่ระดับ 32.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (5/11) ที่ระดับ 32.53/54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังจากที่แข็งค่าติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดได้ส่งสัญญาณที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. โดยเมื่อวานนี้ (5/11) ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐได้ขึ้นบัลลังก์เริ่มการพิจารณาคดีเพื่อชี้ชะตานโยบายภาษีการค้าอันเป็นหัวใจหลักของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาจะยังไม่ประกาศคำตัดสินเมื่อวานนี้ โดยกระบวนการพิจารณาอาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากประเด็นต่าง ๆ มีความซับซ้อนสูง และคาดว่าอย่างช้าที่สุด ศาลจะมีคำวินิจฉัยภายในสิ้นเดือน มิ.ย. 2569 ทั้งนี้ แม้ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลง แต่ก็ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอาจลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือน ธ.ค.

โดยเมื่อวานนี้ (5/11) ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ เพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่งในเดือน ต.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 22,000 ตำแหน่ง หลังจากลดลง 29,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ย. นอกจากนี้ ADP เปิดเผยว่า ตัวเลขค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.5% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบรายปี เช่นเดียวกับในเดือน ก.ย.

อีกทั้งสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการดีดตัวขึ้นแตะระดับ 52.4 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 50.8 จากระดับ 50 ในเดือน ก.ย.

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 1.8-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม แม้การส่งออกโตได้ประมาณ 9.5-10.5% แต่เป็นสินค้าที่มี Local Content ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง ประกอบกับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 10.2% ขณะที่เงินเฟ้อต่ำเพียง -0.1 ถึง 0.1% ตามราคาพลังงานที่แผ่วลง

อย่างไรก็ดี หากสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” สนับสนุน SMEs และ Made In Thailand ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาลจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.31-32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/11) ที่ระดับ 1.1504/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (5/11) ที่ระดับ 1.1484/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน จากธนาคารฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.5 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 29 เดือน จากระดับ 51.2 ในเดือน ก.ย. บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนมีการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 และเติบโตในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2566

โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของภาคบริการและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น หากพิจารณาในรายละเอียด พบว่าดัชนีคำสั่งซื้อใหม่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 52.1 จาก 50.6 ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนทั้งหมดมาจากภาคบริการ

ขณะที่คำสั่งซื้อภาคการผลิตยังคงทรงตัว ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้ายดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 53.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน จากระดับ 51.3 ในเดือน ก.ย. สำหรับข้อมูลรายประเทศ พบว่าสเปนมีการเติบโตที่โดดเด่นที่สุด โดยดัชนี PMI รวมอยู่ที่ 56.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน

ขณะที่เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยูโรโซน สร้างความประหลาดใจด้วยดัชนีที่พุ่งขึ้นสู่ 53.9 ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง ส่วนอิตาลีและไอร์แลนด์ขยายตัวแข็งแกร่งเช่นกันที่ระดับ 53.1 และ 53.7 ตามลำดับ ในทางกลับกัน ฝรั่งเศสยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในภาวะหดตัว โดยดัชนีร่วงลงแตะระดับ 47.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1489-1.1523 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1521/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเข้าวันนี้ (6/11) ที่ระดับ 153.81/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (5/11) ที่ระดับ 153.70/71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ (6/11) ว่าในเดือน ก.ย. ค่าจ้างที่แท้จริง (real wages) ซึ่งเป็นค่าจ้างหลังทักผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้วลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และนับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9

โดยสาเหตุหลักเป็นเพราะเงินเฟ้อที่ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนั้นตามไม่ทันกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น ในส่วนของค่าจ้างในรูปตัวเงิน (Nominal wages) ซึ่งเป็นรายรับเฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานรวมเงินเดือนพื้นฐานและค่าล่วงเวลา เพิ่มขึ้น 1.9% มาอยู่ที่ 297,145 เยน (1,900 ดอลลาร์สหรัฐ) และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันมา 45 เดือนแล้ว

ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคที่นำมาใช้คำนวณค่าจ้างนั้นสูงขึ้นถึง 3.4% ในเดือน ก.ย. โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากราคาอาหาร ด้วยเหตุนี้ค่าจ้างที่แท้จริงซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อของผู้บริโภคจึงติดลบ นอกจากนี้ เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นในเดือน ต.ค. ปรับตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 53.1 จากระดับ 53.3 ในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงสูงกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 และสูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ 52.4

ทั้งนี้ แม้ภาคบริการขยายตัวแข็งแกร่ง แต่ก็เผชิญกับยอดสั่งซื้อใหม่ที่เติบโตช้าสุดในรอบ 16 เดือน ขณะที่อุปสงค์จากต่างประเทศลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แม้ลดลงในอัตราที่ช้ากว่าเดือน ก.ย.ก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 51.5 ในเดือน ต.ค. จาก 51.3 ในเดือน ก.ย. โดยได้รับแรงหนุนจากภาคบริการที่ช่วยชดเชยการหดตัวที่รุนแรงขึ้นของผลผลิตในภาคโรงงาน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 153.51- 154.14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 153.61/63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ต.ค.จาก ADP ของสหรัฐ (05/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค.จาก S&P Global ของสหรัฐ (05/11), ดัชนีภาคบริการเดือน ต.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ของสหรัฐ (05/11), ยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. ของสหภาพยุโรป (06/11), การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (06/11), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน พ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (07/11), การคาดการณ์เงินเฟ้อเดือน ต.ค. ของสหรัฐ (07/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.4/-7.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.4/-3.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ