เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สหรัฐ ดัน ‘Super AI’ จับมือไทย ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล-ไซเบอร์
Tech สหรัฐ ดัน ‘Super AI’ จับมือไทย ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล-ไซเบอร์
ราคาทองวันนี้ (5 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,000 บาท
กทม.ขยาย ‘ถนนซอยปลูกจิต’ เป็น 4 เลน เชื่อมโครงข่าย บรรเทารถติด ‘วิทยุ-พระรามที่ 4’
Real Estate กทม.ขยาย ‘ถนนซอยปลูกจิต’ เป็น 4 เลน เชื่อมโครงข่าย บรรเทารถติด ‘วิทยุ-พระรามที่ 4’
TITLE อวดรายได้พุ่ง 119% มั่นใจยอดขายแตะ 6 พันล้าน Q4 เปิดตัวคอนโดฯหาดใหม่
Real Estate TITLE อวดรายได้พุ่ง 119% มั่นใจยอดขายแตะ 6 พันล้าน Q4 เปิดตัวคอนโดฯหาดใหม่
ออริจิ้น x สมิติเวช ผุดเฮลท์คอมมิวนิตี้ เสิร์ฟแพ็กเกจสุขภาพดูแลลูกบ้าน 3 ปี
Real Estate ออริจิ้น x สมิติเวช ผุดเฮลท์คอมมิวนิตี้ เสิร์ฟแพ็กเกจสุขภาพดูแลลูกบ้าน 3 ปี
‘ไบแนนซ์’ กับเกาหลีเหนือ
World ‘ไบแนนซ์’ กับเกาหลีเหนือ
กาแฟพันธุ์ไทย 14 ปี ชงมุก-ชงเมนู D.I.Y. ดึงคนต่างเจนร่วมสร้างแบรนด์
Business กาแฟพันธุ์ไทย 14 ปี ชงมุก-ชงเมนู D.I.Y. ดึงคนต่างเจนร่วมสร้างแบรนด์
TCS เผยผลศึกษา AI ในองค์กรชี้มีเพียง 10% ที่ยอมให้ AI ทำงานโดยไร้คนควบคุม
Economic TCS เผยผลศึกษา AI ในองค์กรชี้มีเพียง 10% ที่ยอมให้ AI ทำงานโดยไร้คนควบคุม
เรนวูด ปาร์ค ปักธง PARK11 คอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่
Real Estate เรนวูด ปาร์ค ปักธง PARK11 คอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่
‘สรรเพชญ’ ถก ‘ศิริราช’ พัฒนา Medical Park ย่านสถานีรถไฟธนบุรี สู่ฮับสุขภาพ
Economic ‘สรรเพชญ’ ถก ‘ศิริราช’ พัฒนา Medical Park ย่านสถานีรถไฟธนบุรี สู่ฮับสุขภาพ
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์เคลื่อนไหวอ่อนค่า ตลาดจับตาทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยเฟด

06 พ.ย. 2568 | 17:15น.
ดอลลาร์

ดอลลาร์เคลื่อนไหวอ่อนค่า ขณะตลาดจับตาทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/11) ที่ระดับ 32.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (5/11) ที่ระดับ 32.53/54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังจากที่แข็งค่าติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดได้ส่งสัญญาณที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. โดยเมื่อวานนี้ (5/11) ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐได้ขึ้นบัลลังก์เริ่มการพิจารณาคดีเพื่อชี้ชะตานโยบายภาษีการค้าอันเป็นหัวใจหลักของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาจะยังไม่ประกาศคำตัดสินเมื่อวานนี้ โดยกระบวนการพิจารณาอาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากประเด็นต่าง ๆ มีความซับซ้อนสูง และคาดว่าอย่างช้าที่สุด ศาลจะมีคำวินิจฉัยภายในสิ้นเดือน มิ.ย. 2569 ทั้งนี้ แม้ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลง แต่ก็ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอาจลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือน ธ.ค.

โดยเมื่อวานนี้ (5/11) ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ เพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่งในเดือน ต.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 22,000 ตำแหน่ง หลังจากลดลง 29,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ย. นอกจากนี้ ADP เปิดเผยว่า ตัวเลขค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.5% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบรายปี เช่นเดียวกับในเดือน ก.ย.

อีกทั้งสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการดีดตัวขึ้นแตะระดับ 52.4 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 50.8 จากระดับ 50 ในเดือน ก.ย.

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 1.8-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม แม้การส่งออกโตได้ประมาณ 9.5-10.5% แต่เป็นสินค้าที่มี Local Content ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง ประกอบกับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 10.2% ขณะที่เงินเฟ้อต่ำเพียง -0.1 ถึง 0.1% ตามราคาพลังงานที่แผ่วลง

อย่างไรก็ดี หากสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” สนับสนุน SMEs และ Made In Thailand ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาลจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.31-32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/11) ที่ระดับ 1.1504/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (5/11) ที่ระดับ 1.1484/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน จากธนาคารฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.5 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 29 เดือน จากระดับ 51.2 ในเดือน ก.ย. บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนมีการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 และเติบโตในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2566

โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของภาคบริการและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น หากพิจารณาในรายละเอียด พบว่าดัชนีคำสั่งซื้อใหม่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 52.1 จาก 50.6 ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนทั้งหมดมาจากภาคบริการ

ขณะที่คำสั่งซื้อภาคการผลิตยังคงทรงตัว ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้ายดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 53.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน จากระดับ 51.3 ในเดือน ก.ย. สำหรับข้อมูลรายประเทศ พบว่าสเปนมีการเติบโตที่โดดเด่นที่สุด โดยดัชนี PMI รวมอยู่ที่ 56.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน

ขณะที่เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยูโรโซน สร้างความประหลาดใจด้วยดัชนีที่พุ่งขึ้นสู่ 53.9 ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง ส่วนอิตาลีและไอร์แลนด์ขยายตัวแข็งแกร่งเช่นกันที่ระดับ 53.1 และ 53.7 ตามลำดับ ในทางกลับกัน ฝรั่งเศสยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในภาวะหดตัว โดยดัชนีร่วงลงแตะระดับ 47.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1489-1.1523 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1521/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเข้าวันนี้ (6/11) ที่ระดับ 153.81/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (5/11) ที่ระดับ 153.70/71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ (6/11) ว่าในเดือน ก.ย. ค่าจ้างที่แท้จริง (real wages) ซึ่งเป็นค่าจ้างหลังทักผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้วลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และนับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9

โดยสาเหตุหลักเป็นเพราะเงินเฟ้อที่ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนั้นตามไม่ทันกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น ในส่วนของค่าจ้างในรูปตัวเงิน (Nominal wages) ซึ่งเป็นรายรับเฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานรวมเงินเดือนพื้นฐานและค่าล่วงเวลา เพิ่มขึ้น 1.9% มาอยู่ที่ 297,145 เยน (1,900 ดอลลาร์สหรัฐ) และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันมา 45 เดือนแล้ว

ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคที่นำมาใช้คำนวณค่าจ้างนั้นสูงขึ้นถึง 3.4% ในเดือน ก.ย. โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากราคาอาหาร ด้วยเหตุนี้ค่าจ้างที่แท้จริงซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อของผู้บริโภคจึงติดลบ นอกจากนี้ เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นในเดือน ต.ค. ปรับตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 53.1 จากระดับ 53.3 ในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงสูงกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 และสูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ 52.4

ทั้งนี้ แม้ภาคบริการขยายตัวแข็งแกร่ง แต่ก็เผชิญกับยอดสั่งซื้อใหม่ที่เติบโตช้าสุดในรอบ 16 เดือน ขณะที่อุปสงค์จากต่างประเทศลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แม้ลดลงในอัตราที่ช้ากว่าเดือน ก.ย.ก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 51.5 ในเดือน ต.ค. จาก 51.3 ในเดือน ก.ย. โดยได้รับแรงหนุนจากภาคบริการที่ช่วยชดเชยการหดตัวที่รุนแรงขึ้นของผลผลิตในภาคโรงงาน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 153.51- 154.14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 153.61/63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ต.ค.จาก ADP ของสหรัฐ (05/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค.จาก S&P Global ของสหรัฐ (05/11), ดัชนีภาคบริการเดือน ต.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ของสหรัฐ (05/11), ยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. ของสหภาพยุโรป (06/11), การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (06/11), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน พ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (07/11), การคาดการณ์เงินเฟ้อเดือน ต.ค. ของสหรัฐ (07/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.4/-7.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.4/-3.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ