หุ้นไทยวันนี้ (10 พ.ย.) เคลื่อนไหวในกรอบ 1,290-1,310 จุด ชัตดาวน์สหรัฐใกล้จบ
บล.พายคาด SET วันนี้ (10 พ.ย.) เคลื่อนไหวในกรอบ 1,290-1,310 จุด ติดตามรายงานผลประกอบการไตรมาส 3-2568 โค้งสุดท้ายสัปดาห์นี้-การกลับมาเปิดหน่วยงานของสหรัฐ หลังมีรายงานว่ารีพับลิกันและเดโมแครตใกล้จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi เปิดเผยว่า วันนี้ (10 พ.ย.) ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,290-1,310 จุด เริ่มมีรายงานว่าหน่วยงานในสหรัฐจะกลับมาเปิดทำการ โดยรีพับลิกันและเดโมแครตใกล้จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ เป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในภาพรวม ส่วนในประเทศรอติดตามผลประกอบการ (TACC ประกาศกำไรทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์รายไตรมาส) มองเป็นหุ้นที่น่าสนใจ
วันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง 6% สาเหตุลดลงจากสถานะการเงินส่วนบุคคลในปัจจุบัน และอีกส่วนมองว่าสภาพธุรกิจในข้างหน้าไม่ค่อยดีเท่าใดนัก จากการที่รัฐบาลปิดหน่วยงานเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวนานกว่า 1 เดือน และการลดลงของความเชื่อมั่นเกิดขึ้นในหลาย ๆ ช่วงอายุ ยกเว้นกลุ่มที่ถือหุ้นในอัตราสูงพบว่ามีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น โดยรวมตัวเลขข้างต้นสะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อ กดดันให้ US Dollar กลับมาอ่อนค่าพร้อมกับเงินบาทที่แข็งค่าทดสอบ 32.4 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐค่อนข้างผันผวนจากความกังวล Valuation เริ่มแพง โดยเฉพาะกลุ่ม Technology อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเป็นเพียงระยะสั้น เพราะทิศทางการเติบโตของกำไรยังเด่นชัด จังหวะย่อตัวอาจมองเป็นโอกาสสะสม DR
สำหรับปัจจัยในประเทศนักลงทุนรอดูการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 โค้งสุดท้ายสัปดาห์นี้ อย่างล่าสุดในวันศุกร์มีหุ้นรายงานกำไรโดดเด่นอย่าง TACC ประกาศกำไรสุทธิที่ 90 ล้านบาท (+49% YOY) และรายได้ขยายตัว (+29% YOY)
บริษัทระบุว่าสาเหตุหลักมาจากรายได้ใน 7-11 ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับกระแสความนิยมของเครื่องดื่มชาไทยและชาเขียวในกลุ่มผู้บริโภคที่ยังมีต่อเนื่อง โดยอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 32% ลดลงเล็กน้อย (1%) จากปีก่อนตามต้นทุนที่ปรับขึ้น (กาแฟ) มองหุ้นข้างต้นยังน่าสนใจด้วย P/E ไม่แพงและปันผลที่สูง พร้อมกับเติบโตตามการขยายตัวของ 7-11
ส่วนคืนนี้ไม่มีปัจจัยสำคัญต้องติดตาม เนื่องจากสหรัฐยังไม่มีการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนเน้นกลยุทธ์เลือกเป็นรายตัวในหุ้นที่มีปัจจัยบวก อาทิ ค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK SCB) การเงิน (MTC) เครื่องดื่ม (TACC)
TACC (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 6.60 บาท) ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 โดดเด่นมาก โดยบริษัทรายงานรายได้ 619 ล้านบาท (+28.6% YOY) พร้อมกับกำไรสุทธิที่ 90 ล้านบาท (+49% YOY) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สาเหตุจากการขยายตัวของ 7-11 รวมถึงกระแสนิยมชาไทยและชาเขียว ในขณะเดียวกันเป็นหุ้นที่ปันผลค่อนข้างสูงในระดับ 7-8%
TU (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 15.30 บาท) TU รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ระดับ 1,304 ล้านบาท ถ้าไม่รวมรายการพิเศษกำไรปกติจะอยู่ที่ 1,196 ล้านบาทใกล้เคียงที่เราคาดไว้ โดยสิ่งที่ดีในไตรมาสนี้คือ ถ้าไม่นับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งเมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากการฟื้นตัวในกลุ่มอาหารสัตว์ทั้งกุ้งและสัตว์เลี้ยง ส่วนเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 รายได้ฟื้นตัวทุกกลุ่ม สำหรับแนวโน้มช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 เบื้องต้นคาดรายได้ทรงตัวไตรมาส 3 ปี 2568