KTB ปลื้มผลงาน ‘ROE โต-หนี้เสียลดลง’
กรุงไทย ปลื้มผลงานปรับตัว โชว์ ROE โตก้าวกระโดด ปักหมุดรักษาระดับเกิน 10% ต่อเนื่อง ขณะที่เอ็นพีแอลลดลงเหลือ 2.9% จากการดูแลคุณภาพสินเชื่อมากขึ้น รวมถึงมาร์เก็ตแคปพุ่ง 3 เท่า เดินหน้าสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์หลัก เจาะ 6 กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ดึง AI วิเคราะห์ข้อมูลสร้างโซลูชั่นตอบโจทย์ลูกค้า ลุย Virtual Bank เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ-บริการทางการเงิน
นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ประธานผู้บริหาร Retail Banking ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยได้มีการปรับตัวและปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้บทบาทของธนาคารในฐานะ “ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ” ที่ต้องสร้างคุณค่าให้ทั้งผู้ถือหุ้น ประชาชน และภาครัฐ สะท้อนผ่านผลงานหลังจากปี 2563 ธนาคารเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งผลตอบแทนผู้ถือหุ้น มูลค่าบริษัท และความแข็งแรงของคุณภาพสินทรัพย์

“โดยหลังจากธนาคารเข้าไปดูแลคุณภาพสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปัจจุบันเหลือ 2.9% จากปี 2563 อยู่ที่ 3.8% เทียบเท่ากับคู่แข่ง แม้ว่าตัวเลขสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2) จะอยู่ค่อนข้างสูง แต่เป็นการที่ธนาคารเข้าไปดูแลลูกค้าตั้งแต่เริ่มมีปัญหา สะท้อนการบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็ง”
นอกจากนี้ ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ณ ไตรมาสที่ 3/2568 อยู่ที่ 12.80% จากปี 2563 อยู่ที่ 4.9% สะท้อนว่าผู้ถือหุ้นมองราคาหุ้นของธนาคารดีขึ้นจากผลงานที่ผ่านมา ซึ่งในอนาคตยังคงตั้งเป้ารักษา ROE อยู่ในระดับ 10% บวก
“หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ คือ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่เติบโตอย่างชัดเจน โดย Market Cap ของธนาคารเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า เมื่อเทียบกับระดับเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน เช่นเดียวกับ Net Profit เราขึ้นมาอยู่ในท็อป 3 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นกลับมาอย่างแข็งแรง อย่างไรก็ดี คนมักบอกว่าแบงก์เป็นเสือนอนกิน แต่เมื่อเทียบกับแบงก์ในภูมิภาคจะเห็นว่า P/BV ของเรายังค่อนข้างต่ำ”
นายสุริพงษ์กล่าวอีกว่า มองไปข้างหน้า ธนาคารจะดำเนินงานภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง ได้แก่ 1.สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลกำไรจากระบบนิเวศธุรกิจในปัจจุบัน 2.สร้างธุรกิจที่ส่งเสริมการเติบโตในอนาคต 3.ยกระดับการให้บริการลูกค้าทั้งระบบแบบ End to End 4.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและข้อมูลให้พร้อมสำหรับการก้าวสู่อนาคต และ 5.ขับเคลื่อนวัฒนธรรมและการทำงานรูปแบบใหม่ เพื่อให้พร้อมต่อทุกความท้าทายและทุกการเปลี่ยนแปลง
โดยมุ่งเน้น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับตัวเข้าสู่สังคมสูงวัย การใช้ข้อมูลและ AI เพื่อสร้างโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้า การเตรียมความพร้อมด้าน Digital Asset และการเสริมสร้างความยั่งยืนด้วย ESG โดยธนาคารจะปรับแนวทางการให้บริการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ภายใต้ 6 กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มที่มีความมั่งคั่ง (Wealth), กลุ่มพนักงานเอกชน, กลุ่มเกษียณและผู้สูงอายุ, ธุรกิจเอสเอ็มอี-อาชีพอิสระ กลุ่มอายุน้อย-นักศึกษา และกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย
“การทำความเข้าใจลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ทำได้ผ่าน การใช้ข้อมูลและ AI โดยทีม Data Scientist ของธนาคารวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริง ซึ่งการใช้ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธนาคารสามารถสร้างโซลูชั่นที่เหมาะสมและตรงใจลูกค้า ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและ AI รวมถึงการพัฒนา Virtual Bank เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้รับบริการอย่างเต็มที่ Underbanked เพิ่มโอกาสให้กลุ่มลูกค้ารากหญ้าและผู้ที่ไม่มีข้อมูลเครดิตเพียงพอเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินได้”
นายสุริพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้า (Krungthai Next) อยู่ที่ 21 ล้านราย เป๋าตัง 40 ล้านราย ร้านค้าถุงเงิน 2 ล้านร้านค้า Line Connect 23 ล้านราย และสาขา 900 แห่ง