NCB ชี้ยังไม่สามารถนำประวัติชำระค่าน้ำ ค่าไฟ และข้อมูลสาธารณูปโภคเข้าสู่ระบบเครดิตบูโรได้ เผยขั้นตอนเข้ารหัสข้อมูลสามารถออกแบบแต่ยังติดคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ต้องเร่งตีความกฎหมายให้สอดคล้องยุคใหม่เพื่อช่วยในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อ
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลประวัติชำระค่าน้ำ ค่าไฟ และบริการสาธารณูปโภคอื่น ๆ เข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิตได้ แม้หลายประเทศทั่วโลกจะนับข้อมูลสาธารณูปโภคเป็นข้อมูลสินเชื่อ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิใช้ก่อนชำระภายหลัง ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการให้เครดิต แต่กฎหมายไทยยังตีความคำว่าสินเชื่ออย่างแคบ ทำให้ไม่สามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์พิจารณาสินเชื่อได้
นายสุรพลกล่าวว่า สปิริตของกฎหมายเครดิตบูโรคือการจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการวิเคราะห์สินเชื่อ และทำให้สถาบันการเงินรู้จักตัวตนของลูกหนี้ ซึ่งข้อจำกัดทางกฎหมายถือเป็นอุปสรรคในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่มีข้อมูลสินเชื่อเดิมในระบบ ดังนั้น การตีความควรอยู่บนพื้นฐานของการทำให้กฎหมายทำงานได้จริง ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่กรอบแคบแบบเดิม พร้อมระบุว่าแม้กฎหมายหลายฉบับถูกเขียนขึ้นโดยคนที่จากไปแล้ว แต่ผู้ใช้กฎหมายในปัจจุบันต้องมีพื้นที่ในการตีความเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลสาธารณูปโภคสามารถออกแบบแนวทางนำส่งข้อมูลแบบเข้ารหัส โดยผู้ใช้ให้ความยินยอมผู้ให้บริการสาธารณูปโภคเข้ารหัสข้อมูล ส่งมายังเครดิตบูโรในฐานะตัวกลาง ก่อนให้สถาบันการเงินถอดรหัสเพื่อพิจารณาสินเชื่อ แต่กระบวนการยังไม่สามารถเริ่มใช้งานได้จริง เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ซึ่งมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน และมีผู้แทนหน่วยงานรัฐร่วมเป็นกรรมการ
ดร.ลักษมณ อรรถาพิช ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) กล่าวว่า การประเมินของธนาคารโลกชุดใหม่ B-READY ที่จะเข้ามาประเมินประเทศไทยในปี 2569 ให้ความสำคัญกับข้อมูลทางเลือก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และพฤติกรรมบนแพลตฟอร์ม เพราะวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้การดูข้อมูลเครดิตแบบเดิมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หลายประเทศนำข้อมูลทางเลือกมาใช้เป็นส่วนเสริม หรือบางประเทศนำมารวมเป็นระบบสกอร์ใหม่ทั้งหมด เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รู้จักตัวตนของลูกหนี้มากขึ้น
โดยดัชนี B-READY มีทั้งหมด 10 กลุ่ม หนึ่งในกลุ่มสำคัญคือ “ภาคการเงิน” ซึ่งหนึ่งในหัวข้อการประเมินนั้นมีเรื่องของข้อมูลเครดิต โดยได้เห็นชุดคำถามล่วงหน้าบางส่วนแล้ว และคาดว่าไทยจะยังได้คะแนนต่ำในหัวข้อ “ข้อมูลทางเลือก” เพราะกฎหมายยังไม่อนุญาตให้บริษัทข้อมูลเครดิตเก็บข้อมูลประเภทนี้