ก.ล.ต.
ก.ล.ต. เผยสถิติการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอาญา-แพ่ง-ปกครอง ปี 2568 จำนวน 158 คดี ผู้กระทำผิดรวม 373 ราย พร้อมเสนอแก้ไขกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เป็นพนักงานสอบสวนในคดี High Impact
รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยสถิติการบังคับใช้กฎหมายล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568) ว่า ในปี 2568 ก.ล.ต. มีการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งหมดจำนวน 136 คดี ผู้กระทำผิด 242 ราย โดยการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน (บก.ปอศ. และ DSI) จำนวน 48 คดี ผู้กระทำผิด 114 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการกล่าวโทษในฐานความผิด 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ ฐานความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การสร้างราคา การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลภายใน และการแพร่ข่าวหรือข้อความเท็จ, การทุจริต, แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญ และประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่เปรียบเทียบปรับ (เฉพาะกรณีที่มีการชำระค่าปรับ) จำนวน 88 คดี ผู้กระทำผิด 128 ราย
สำหรับการดำเนินการตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง จำนวน 22 คดี ผู้กระทำผิด 119 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นฐานความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งการสร้างราคา การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลภายใน และการแพร่ข่าวหรือข้อความเท็จ รวม 17 คดี ผู้กระทำผิดรวม 91 ราย
นอกจากการปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายในช่วงที่ผ่านมาแล้ว ก.ล.ต. ยังมีแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้นอีก โดยได้เสนอแก้ไขกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เป็นพนักงานสอบสวนในคดี High Impact เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกับพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการร่วมสอบสวนคดี โดยใช้ความเชี่ยวชาญมาช่วยให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในกรณี High Impact มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในขณะนี้อยู่ในกระบวนการออกกฎหมาย
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566-2568 การดำเนินการบังคับใช้กฎหมายผ่านทั้ง 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การดำเนินการทางปกครอง การดำเนินการทางอาญา และการดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง ของ ก.ล.ต. มีจำนวนคดีที่แล้วเสร็จเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีจำนวน 82 คดี ผู้กระทำผิด 280 ราย ปี 2567 มีจำนวน 128 คดี ผู้กระทำผิด 346 ราย และในปี 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568) มีจำนวน 158 คดี ผู้กระทำผิดรวม 373 ราย