‘เอกนิติ’ ยันเพิ่มแต้มต่อกรณีซื้อกองทุน Thai ESG ช่วงเปลี่ยนผ่านลดหย่อนภาษีได้ 1.2 เท่า
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
‘เอกนิติ’ ยันช่วงเปลี่ยนผ่านปรับมาตรการลดหย่อนภาษีหนุนออม-ลงทุน จ่อเพิ่มแต้มต่อกรณีซื้อกองทุน Thai ESG ลดหย่อนได้ 1.2 เท่า-ปลดล็อกเพดาน RMF
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การลดหย่อนภาษีสำหรับการออม การลงทุน สนับสนุนการออมของประชาชนในระยะยาว ผ่านโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) รัฐบาลปรับรูปแบบแรงจูงใจทางภาษีให้ถาวร โดยกำหนดกรอบลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาทต่อปี ซึ่งสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน จะให้แต้มต่อสำหรับผู้ที่ซื้อกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund หรือ TESG) จะได้สิทธิลดหย่อน 1.2 เท่า เช่น ซื้อ 100,000 บาท หักลดหย่อนได้ 120,000 บาท
พร้อมปลดล็อกเพดานเดิมของข้อจำกัดกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) ที่กำหนดไว้ห้ามเกิน 30% ของรายได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยมีแรงจูงใจในการออมมากขึ้น
ทั้งนี้ จะต่างจากการลดหย่อนแบบเดิม เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) หรือ กองทุน Thai ESG ในปัจจุบันทำให้เกิดความบิดเบือน เพราะประชาชน ซื้อเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อน ไม่ได้ซื้อเพื่อออมระยะยาวตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง อีกทั้งเมื่อครบกำหนดมักเกิดแรงกดดันให้รัฐต้องขยายเวลาออกไปเรื่อย ๆ จนกระทบตลาดทุน
“นักลงทุนจำนวนมาก รวมถึงตัวผมเองขาดทุนจาก LTF ประมาณ 25–30% ขณะที่รัฐต้องสูญเสียรายได้ภาษีกว่า 40,000 ล้านบาท แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบออมอย่างที่ควรจะเป็น ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องแก้ไข” นายเอกนิติ กล่าว